เนชั่นทีวี

การเมือง

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

03 ก.ย. 2566 | อสนีบาต

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

โฉมหน้า"คณะรัฐมนตรีเศรษฐา 1" ประกาศออกมาให้เห็นอย่างเป็นทางการแล้ว นับจากนี้ เตรียมพร้อมบริหารราชการแผ่นดิน ท่ามกลางการจับตา"รัฐบาลผสม" ที่มีแนวนโยบายหาเสียงไปคนละทาง จะเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมและบริหารงานหรือไม่

แม้ภาพภายนอกของรัฐบาลเศรษฐา 1 จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงมากถึง 314 เสียง แต่ก็ไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ ถึงความมั่นคงของรัฐบาล เพราะภายในการจัดตั้ง "รัฐบาลผสม"ครั้งนี้ มีชุดนโยบายที่แตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง  

" ร่างนโยบายรัฐบาลไว้เรียบร้อยแล้ว เอาของพรรคร่วมมาเสริม หรือใครก็ตามมีนโยบายของพรรคก็นำมาหล่อหลอมเป็นนโยบายเดียวกัน อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราจะพิจารณาทั้งหมด"  หมายเหตุ "นายเศรษฐา  นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566  


โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

การที่ "พรรคเพื่อไทย" ยืนยันว่าจะนำนโยบายของ ทุกพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล มาประสานกัน แต่จะมีนโยบายของเพื่อไทยเป็นหลัก ทำให้กลายเป็นคำถามว่า หากเป็นเช่นนั้น พรรคร่วม ที่นโยบายขัดกัน จะตอบคนที่เลือกพรรคของตัวเองมาได้อย่างไร และความสั่นคลอนนี้ จะทำให้การจับมือร่วมกันของรัฐบาลสามารถอยู่ได้ยาวนานหรือไม่ 

หากไล่เรียง7 นโยบายหลัก ที่สวนทางกันสุดขั้วของรัฐบาลผสม เศรษฐา1 เริ่มจาก "นโยบาย กระเป๋าเงินดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท"ซึ่งเป็นนโยบายหลักของเพื่อไทย แต่แทบจะไม่มีพรรคไหนเห็นด้วยกับนโยบายนี้ และหลายพรรคยังตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายนี้ เช่น ที่มาของเงิน รูปแบบที่จะแจก เงื่อนไขการใช้ บริษัทที่เข้ามารับงาน และผลประโยชน์จะไปตกที่ทุนใหญ่อย่างเดียวหรือไม่

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

ขณะที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท และ เงินเดือนปริญญาตรี  25000 บาท ก็ถูกพรรคร่วมรัฐบาล วิจารณ์ว่าแรงงานฝีมือได้เกินกว่า 600 บาท อยู่แล้ว แล้วการเพิ่มค่าแรง จะเป็นการไปไล่นักลงทุนต่างชาติ  ทำให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุข ผลักดันนโยบายกัญชาเพื่อสุขภาพเกือบจะสำเร็จ แต่รอบนี้ ร่วมรัฐบาล แต่มี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จากพรรคเพื่อไทย  เป็นรมว.สาธารณสุข จะเดินหน้านโยบายกัญชาไปในทิศทางใด

ส่วนนโยบายของ"พรรคประชาชาติ" นำ กัญชา กระท่อม กลับไปเป็นยาเสพติด  แม้มีหลายพรรคเห็นด้วย แต่ก็ดูเหมือนจะขัดกับพรรคเพื่อไทย  เพราะ"นายสมศักดิ์ เทพสุทิน" ที่ตอนนี้มาอยู่กับพรรคเพื่อไทย เป็นคนนำกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด หรือแม้แต่ พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ"นายอนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรค ที่เคยประกาศนโยบาย กัญชาเพื่อสุขภาพ   

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

"นโยบายเรื่องของกองทัพ" และนโยบายดับไฟใต้  ซึ่งพรรคเพื่อไทยและประชาชาติ  มีความเห็นไปทางเดียวกันว่าควรที่จะปฏิรูป กองทัพ ตัดงบซื้ออาวุธ และยกเลิกทหารเกณฑ์  ยุบ-ปรับภารกิจของ กอ.รมน. ศอ.บต. เลิกกฎหมายพิเศษ ถอนทหาร ยกเลิกด่านตรวจ   แต่พรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม ไม่เคยมีการหาเสียงเรื่องนี้ และแทบจะไม่มีการแตะนโยบายเหล่านี้เลย จึงน่าจับตาว่าหากต้องร่วมมือกัน จะจับมือพูดคุยกันได้อย่างไร 

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.66  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมด้วย นายปานปรีย์ พิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม   ร่วมรับประทานอาหารเที่ยง ที่โรงแรมโรสวูด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ กับพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) /  พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในขณะที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ว่าที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะเดินทางกลับในวันที่ 9 ก.ย.นี้

 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ  ที่เกือบทุกพรรคมีการชูเสนอนโยบายเรื่องนี้  แม้จะดูเหมือนคล้ายกัน แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง   ทำให้ต้องดูว่าแต่ละพรรคจะสามารถร่วมกันหาจุดลงตัวให้กับนโยบายนี้ได้อย่างไร

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

รวมถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มของ พรรคเพื่อไทย ประชาชาติ ภูมิใจไทย ต้องการยกร่าง รธน. ทั้งฉบับ  ส่วนกลุ่มที่ไม่มีนโยบายนี้เลย  คือ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ จากนโยบายที่สวนทางกันขนาดนี้  ทำให้ถูกมองว่าอายุของรัฐบาลเศรษฐา 1 นี้  จะสั้น และอาจอยู่ได้ไม่ถึง 4 ปี 

ในทางการเมือง "พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย  ยอมรับว่า แม้เพื่อไทยจะเป็นพรรคแกนนำ แต่การเป็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองจากขั้วเดิม ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย 

"เชื่อว่ายากอยู่ เพราะจากการเป็นพรรคร่วมไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน ประกอบกับคุณเศรษฐาไม่ได้มีเพื่อนพ้องน้องพี่ทางการเมืองมาก บารมีทางการเมืองไม่พอ เพียงแต่มาอยู่พรรคที่ใหญ่ แต่เป็นพรรคใหญที่ปรากฎว่าพลังต่อรองก็ลด เพราะเหลืออยู่ 141 เสียง เมื่อไปรวมขั้วตรงข้าม 188 เสียง เหมือนกับว่าแต่ละพรรคเสียงอย่างนั้นจริงแต่เขาผนึกกำลังกัน ฉะนั้นระบบต่อรองตรงนี้ก็จะสูง"

"พล.ท.ภราดร" บอกว่า  การขับเคลื่อนรัฐบาลภายใต้การนำของ"นายเศรษฐา" สำคัญที่สุดตัองปรับเข้าฝ่ายการเมือง ต้องคลุกได้เร็ว ถึงจะปรับอย่างไร จากการที่ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพลังต่อรองที่เพื่อไทยเคยเสียงดัง เคยได้รับเลือกตั้ง 200-300 กว่าเสียง เคยบริหารจัดการได้  แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ก็จะเป็นความยากลำบากของ"นายเศรษฐา"และพรรคเพื่อไทยด้วยกับนโนบายที่เคยประกาศค่อนข้างจะขับเคลื่อนยาก

ขณะที่ "ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองว่า โจทย์ยากของการตั้ง "รัฐบาลผสม"  คือผู้นำหรือพรรคแกนนำ จะต้องทำหน้าที่ ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ ให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์หน้าการเมืองไทย มีหลายครั้งที่ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วม ส่งผลไปถึงเอกภาพของรัฐบาลและต่ออายุขัยของรัฐบาลเอง


อินโฟกราฟฟิค แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย กรณีรัฐบาลผสมและจุดจบทางการเมือง

"การรักษารัฐบาลผสมไม่ให้แตกแยกจนชีวิตของรัฐบาลต้องจบลงก่อนเวลานั้น จึงถือเป็น "ความสามารถที่สำคัญ" ของนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำ ที่ต้องผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ ไว้ให้ได้"   ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าว 


แต่ในมุมมองของ "ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์" ผู้อำนวยการ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล"กลับมีความเห็นถึงการดำรงอยู่ของรัฐบาลผสมไปอีกทิศทางหนึ่ง 

"ผมมองเลยว่า ต่อไปนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งขึ้นมาโอกาสอยู่สั้นจะน้อยมาก เพราะเขารู้วิธีการในการยื้อให้อยู่ยาว เสถียรภาพอาจมีแกว่งบ้าง เพราะจากการเป็นรัฐบาลผสม มีพรรคการเมืองเยอะ

"แต่ถามว่าจะล้มหรือไม่  ไม่ล้ม แต่อยู่กันไปแบบนี้ กระท่อนกระแท่นบ้าง แต่อยู่กันได้ เจรจาตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันได้ ก็อยู่กันต่อ"   

"ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์" ผู้อำนวยการ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" กล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผย ผลสำรวจของประชาชน เรื่อง "นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อนโยบาย "กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท" ทำได้ แต่ไม่เชื่อ ค่าแรง 600 บาท  เงินเดือน ป.ตรี 25,000 จะทำได้ 

ขณะเดียวกัน ประชาชนถึง 90 เปอร์เซนต์ อยากให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและเชื่อว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะทำได้ แต่อีกมุมหนึ่ง "นิด้าโพล" ชี้ ส่วนใหญ่ไม่ต้องการยกเลิกเกณฑ์ทหาร อย่างมีนัยสำคัญ และเชื่อว่าถ้าเพื่อไทยทำจะไม่สำเร็จ

อ่านรายละเอียด ผลสำรวจนิด้าโพลเพิ่มเติม 

"นิด้าโพล" เปิดความเห็นประชาชน 10 เรื่อง "นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?"

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"

โจทย์หิน"รัฐบาลผสม" หลอมรวมนโยบายต่างพรรค ชี้อนาคต "อยู่ยืดหรืออยู่ยาก"  
อนาคตของรัฐบาลผสม จะต้องเผชิญกับความท้าทาย การต่อรอง และแรงกดดันที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นสิ่งที่ "รัฐบาล" ภายใต้การนำของ "นายเศรษฐา ทวีสิน" และพรรคเพื่อไทยจะต้องพิสูจน์ ว่าจะสามารถนำพารัฐบาลฝ่าและผ่านคลื่นลมแรงได้เหมือนเช่น"รัฐนาวาประยุทธ์" ที่เพิ่งปิดฉากไปได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด