นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ ที่เกือบทุกพรรคมีการชูเสนอนโยบายเรื่องนี้ แม้จะดูเหมือนคล้ายกัน แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง ทำให้ต้องดูว่าแต่ละพรรคจะสามารถร่วมกันหาจุดลงตัวให้กับนโยบายนี้ได้อย่างไร
รวมถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มของ พรรคเพื่อไทย ประชาชาติ ภูมิใจไทย ต้องการยกร่าง รธน. ทั้งฉบับ ส่วนกลุ่มที่ไม่มีนโยบายนี้เลย คือ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ จากนโยบายที่สวนทางกันขนาดนี้ ทำให้ถูกมองว่าอายุของรัฐบาลเศรษฐา 1 นี้ จะสั้น และอาจอยู่ได้ไม่ถึง 4 ปี
ในทางการเมือง "พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า แม้เพื่อไทยจะเป็นพรรคแกนนำ แต่การเป็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองจากขั้วเดิม ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย
"เชื่อว่ายากอยู่ เพราะจากการเป็นพรรคร่วมไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน ประกอบกับคุณเศรษฐาไม่ได้มีเพื่อนพ้องน้องพี่ทางการเมืองมาก บารมีทางการเมืองไม่พอ เพียงแต่มาอยู่พรรคที่ใหญ่ แต่เป็นพรรคใหญที่ปรากฎว่าพลังต่อรองก็ลด เพราะเหลืออยู่ 141 เสียง เมื่อไปรวมขั้วตรงข้าม 188 เสียง เหมือนกับว่าแต่ละพรรคเสียงอย่างนั้นจริงแต่เขาผนึกกำลังกัน ฉะนั้นระบบต่อรองตรงนี้ก็จะสูง"
"พล.ท.ภราดร" บอกว่า การขับเคลื่อนรัฐบาลภายใต้การนำของ"นายเศรษฐา" สำคัญที่สุดตัองปรับเข้าฝ่ายการเมือง ต้องคลุกได้เร็ว ถึงจะปรับอย่างไร จากการที่ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพลังต่อรองที่เพื่อไทยเคยเสียงดัง เคยได้รับเลือกตั้ง 200-300 กว่าเสียง เคยบริหารจัดการได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ก็จะเป็นความยากลำบากของ"นายเศรษฐา"และพรรคเพื่อไทยด้วยกับนโนบายที่เคยประกาศค่อนข้างจะขับเคลื่อนยาก
ขณะที่ "ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองว่า โจทย์ยากของการตั้ง "รัฐบาลผสม" คือผู้นำหรือพรรคแกนนำ จะต้องทำหน้าที่ ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ ให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์หน้าการเมืองไทย มีหลายครั้งที่ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วม ส่งผลไปถึงเอกภาพของรัฐบาลและต่ออายุขัยของรัฐบาลเอง
"การรักษารัฐบาลผสมไม่ให้แตกแยกจนชีวิตของรัฐบาลต้องจบลงก่อนเวลานั้น จึงถือเป็น "ความสามารถที่สำคัญ" ของนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำ ที่ต้องผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ ไว้ให้ได้" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าว
แต่ในมุมมองของ "ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์" ผู้อำนวยการ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล"กลับมีความเห็นถึงการดำรงอยู่ของรัฐบาลผสมไปอีกทิศทางหนึ่ง
"ผมมองเลยว่า ต่อไปนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งขึ้นมาโอกาสอยู่สั้นจะน้อยมาก เพราะเขารู้วิธีการในการยื้อให้อยู่ยาว เสถียรภาพอาจมีแกว่งบ้าง เพราะจากการเป็นรัฐบาลผสม มีพรรคการเมืองเยอะ
"แต่ถามว่าจะล้มหรือไม่ ไม่ล้ม แต่อยู่กันไปแบบนี้ กระท่อนกระแท่นบ้าง แต่อยู่กันได้ เจรจาตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันได้ ก็อยู่กันต่อ"
"ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์" ผู้อำนวยการ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" กล่าว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผย ผลสำรวจของประชาชน เรื่อง "นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อนโยบาย "กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท" ทำได้ แต่ไม่เชื่อ ค่าแรง 600 บาท เงินเดือน ป.ตรี 25,000 จะทำได้
ขณะเดียวกัน ประชาชนถึง 90 เปอร์เซนต์ อยากให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและเชื่อว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะทำได้ แต่อีกมุมหนึ่ง "นิด้าโพล" ชี้ ส่วนใหญ่ไม่ต้องการยกเลิกเกณฑ์ทหาร อย่างมีนัยสำคัญ และเชื่อว่าถ้าเพื่อไทยทำจะไม่สำเร็จ
อ่านรายละเอียด ผลสำรวจนิด้าโพลเพิ่มเติม
"นิด้าโพล" เปิดความเห็นประชาชน 10 เรื่อง "นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?"
อนาคตของรัฐบาลผสม จะต้องเผชิญกับความท้าทาย การต่อรอง และแรงกดดันที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นสิ่งที่ "รัฐบาล" ภายใต้การนำของ "นายเศรษฐา ทวีสิน" และพรรคเพื่อไทยจะต้องพิสูจน์ ว่าจะสามารถนำพารัฐบาลฝ่าและผ่านคลื่นลมแรงได้เหมือนเช่น"รัฐนาวาประยุทธ์" ที่เพิ่งปิดฉากไปได้หรือไม่