เนชั่นทีวี

การเมือง

การเมือง"ปรองดอง-สมานฉันท์"...สุดท้ายของชนชั้นใด?

03 ก.ย. 2566 | chairat_pat

การเมือง"ปรองดอง-สมานฉันท์"...สุดท้ายของชนชั้นใด?

กระบวนการปรองดอง แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะมิฉะนั้นอาจไม่ช่วยให้ความขัดแย้งจบลง แถมอาจทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้น 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้จะเป็น "สัญญาณที่ดีของการปรองดอง" และ "พูดคุยกันได้" แต่ยังเป็นการปรองดองของ "กลุ่มอำนาจ" 

"รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์" คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่ตั้งโดย "นายชวน หลีกภัย" ประธานสภา ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เพื่อทำการศึกษาและเสนอแนะแนวทางสร้าวความปรองดองสมานฉันท์ทางการเมือง ให้ความเห็นไว้กับ "เนชั่นทีวี" อย่างน่าสนใจ

1.ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้จะเป็น "สัญญาณที่ดีของการปรองดอง" และ "พูดคุยกันได้" แต่ยังเป็นการปรองดองของ "กลุ่มอำนาจ" 

2.กระบวนการปรองดองที่แท้จริง จะต้องทำมากกว่านี้ และเคยเสนอไว้ในรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ มีสิ่งที่ต้องทำ 4 อย่าง คือ 

  • ค้นหาความจริง หรือข้อเท็จจริงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตลอดจนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก
  • การใช้กลไกกระบวนการยุติธรรม ว่าด้วยการ "นิรโทษกรรม" ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดวัฒนธรรม "ไม่ต้องรับผิด" มิฉะนั้นจะเกิดการกระทำผิดซ้ำ และเรียกร้องให้นิรโทษซ้ำๆ ฉะนั้นต้องมีเงื่อนไขเรื่องการสำนึกรับผิด และต้องไม่กระทำผิดซ้ำ 
  • เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง 
  • ปฏิรูปสถาบันทางการเมืองที่ถูกนำมาโยงให้เกิดความขัดแย้ง เช่น สถาบันกองทัพ และต้องหยุดนำสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้องทางการเมืองทุกกรณี รวมถึงการชุมนุมแล้วอ้างเพื่อปกป้องสถาบันด้วย

 "รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์" คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ขณะเดียวกัน "รศ.ดร.ภูมิ" กล่าวต่อว่า การนิรโทษกรรมคดีการเมือง อาจทำเป็นลำดับขั้น โดยเริ่มจากคดีที่ยอมถอยกันได้ก่อน และการนิรโทษกรรมไม่ได้มุ่งเฉพาะคนที่ติดคุก เพราะหลายคนก็รับโทษจนหมดแล้ว ได้อิสรภาพแล้ว แต่ต้องคำนึงถึงคนที่อยู่ระหว่างต่อสู้คดี ต้องเดือดร้อนไปขึ้นศาลด้วย 

นอกจากนี้ การเยียวยาผู้เสียหาย ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหม่ตามมา และไม่ควรพูดเฉพาะเรื่องตัวเงิน รวมทั้งพิจารณาครอบคลุมไปถึงการชุมนุมของเยาวชน คนรุ่นใหม่ ในรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย โดยเฉพาะข้อหาความผิดที่น่าจะนำมาพิจารณานิรโทษได้ 

  1. ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมมั่วสุมในที่สาธารณะ
  2. พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ
  3. พ.ร.บ.คลื่นความถี่ เกี่ยวกับการใช้วิทยุสื่อสารเถื่อน 
  4. พ.ร.บ.โบราณสถาน เช่น ไปจัดกิจกรรมแถวๆ วัดพระแก้ว และสร้างความเสียหาย 

 "รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์" คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
-การนิรโทษจะมุ่งไปที่การแสดงออกเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เกินเลยไป จนเป็นความผิดกฎหมาย ซึ่งผู้กระทำไม่ได้มีลักษณะเป็นอาชญากร แต่มีแรงจูงใจทางการเมือง 

-ประเด็นที่สังคมยังรับไม่ได้ หรือเห็นไม่ตรงกัน เช่น มาตรา 112 ก็อาจยกไว้ก่อน ทำเฉพาะที่ทำได้ก่อน 

**เป้าหมายเพื่อให้คนที่โดนคดี รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ กลับไปเรียนหนังสือ ประกอบสัมมาอาชีพ 

***เพราะนักการเมืองกลับมาดีกันแล้ว ทำไมยังต้องปล่อยให้ประชาชนรับผลของคดีที่มีต้นเหตุจากนักการเมืองขัดแย้งกัน 

ทั้งหมดนี้อาจเป็น "ฉากการเมืองใหม่" ที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังมีรัฐบาลเพื่อไทย

ข่าวล่าสุด