เมื่อพิจารณาจากประวัติการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 4 คนนั้น ถือว่าไม่ธรรมดา ทุกคนมีสิทธินั่งเก้าอี้สำคัญ แต่กฎเหล็กสำคัญของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ระบุชัดเจนว่า" การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้นายกรัฐมนตรี คัดเลือกข้าราชการตำรวจในตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถประกอบ โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวน สอบสวน หรืองานป้องกันปราบปราม"
หลังจากนั้นตามขั้นตอนจะต้องนำรายชื่อเสนอต่อ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
โดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิ จะต้องทำหน้าที่พิจารณาตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 14" ซึ่งนั่นหมายถึงว่า นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน จะไม่สามารถควบคุมเสียง อำนาจเต็มไม้เต็มมือ เหมือนการแต่งตั้งครั้งก่อนๆที่ผ่านมา
ล่าสุด แม้ยังไม่กำหนดนัดประชุม ก.ตร.อย่างเป็นทางการ แต่ตามหลักการจะต้องเสนอชื่อภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ คาดการณ์กันว่า จะมีการนัดประชุมก.ตร.นัดสำคัญ ในวันที่ 24 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ขณะที่"พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์" ออกมาระบุว่า ขั้นตอนอยู่ระหว่างการเสนอนำเรียนให้ทางนายกรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะนัดประชุมเมื่อไหร่ ซึ่งเชื่อว่าทันกรอบเวลา คาดว่า ปลายเดือนนี้จะได้คำตอบที่ชัดเจน
ขณะที่ มีรายงานว่า การเสนอชื่อ"รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ในการประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณานั้นในทางปฏิบัติจะเสนอครั้งละ 1 รายชื่อ กฎเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา ต้องคำนึงถึงเรื่อง อาวุโส /ความรู้ความสามารถ /ประสบการณ์ งานด้านสืบสวน ปราบปราม และความประพฤติ รวมถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำหน่วย
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเสมอไปว่า อาวุโสอันดับ 1 จะได้ครองเก้าอี้ ผบ.ตร. เพราะจะต้องนำคุณสมบัติในด้านอื่นๆ มาประกอบกันทุกด้าน รวมไปถึงให้น้ำหนักระบบคุณธรรม ไม่ให้ใครใช้อำนาจปฎิบัติโดยมิชอบ
คงจะต้องลุ้นกันจนวินาทีสุดท้ายว่า ท้ายที่สุดแล้วใครจะฝ่าด่านการพิจารณา ก.ตร. ได้นั่งเก้าอี้”ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”คนที่ 14