“การมองสถานการณ์การเมืองไทยต้องอยู่บนโลกความเป็นจริง อย่าโลกสวยเพ้อฝันเกินความเป็นจริง เมื่อพรรคก้าวไกล จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะโหวตอีกรอบก็ไม่ได้อยู่ดี พรรคอันดับสองคือ “เพื่อไทย” ก็มีความชอบธรรมที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หากคนของเพื่อไทยจะเป็นนายกฯเอง ส.ว.ก็คงไม่โหวตให้อีก จึงเหลือทางเลือกสุดท้ายคือ สลับขั้วมาจับมือกับ พรรคพลังประชารัฐ และ พรรคภูมิใจไทย ร่วมเป็นแกนนำ โดยให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าจะได้รับเสียงโหวตจากส.ว.จนครบ และเพื่อให้สามารถเริ่มกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ในสังคมได้ทันที ตามแนวทาง ก้าวข้ามความขัดแย้ง
โดยออกกฎหมายเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ส่วนคดีที่เกี่ยวกับ ม.112 เป็นพระราชอำนาจ ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอยู่แล้ว จากนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตย ปฏิรูปประเทศทุกด้าน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์สงบเรียบร้อยภายใน 2 ปี ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่หากไม่มีการปฏิรูปประเทศ ความขัดแย้งก็จะขยายตัวอีก มีแต่หนทางนี้เท่านั้น ที่จะนำพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ได้”นายอดุลย์ กล่าว
พร้อมกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใช้สติพิจารณามากกว่าใช้ความรู้สึกหรือกระแส ให้ความสำคัญแก่ประเด็นความเป็นธรรมาภิบาลในสังคม และการปฏิรูปประเทศเพื่ออนาคต มากกว่าการลดแลกแจกแถมหรือ นโยบายประชานิยม เป็นการลงโทษ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยากจะอยู่ยาว จนสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัส ทำให้ประเทศล้าหลัง