ส่วนหากการประชุมรัฐสภา เพื่อให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก แต่ยังไม่สามารถได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐสภา ในการประชุมครั้งถัดไป จะยังให้โอกาสพรรคก้าวไกลต่อ หรือควรจะเปลี่ยนตัวบุคคล นายภูมิธรรม ยืนยันว่า ความชัดเจนของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ คือ การผลักดันนายพิธา ให้ประสบความสำเร็จ และยังไม่อยากพิจารณาถึงเหตุการณ์สมมติอื่น ๆ เพราะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็แสดงความมั่นใจแล้วว่า ได้มีการพูดคุยกับ ส.ว.แล้ว พรรคเพื่อไทย จึงเชื่อมั่นในสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้ดำเนินการ
พรรคเพื่อไทย ไม่มีความคลางแคลงใจในเรื่องดังกล่าว และพร้อมผลักดันนายพิธาเต็มที่ รวมถึงเชื่อว่า สถานการณ์ต่าง ๆ จะผ่านไปด้วยดี เพราะหลาย ๆ ปัจจัยอย่างเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็ไม่สามารถรวมกันได้ 188 เสียง ในขั้นต้น
ซึ่ง 71 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ก็สะท้อนว่า ไม่พร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และอยากให้เสียงของประชาชนเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งการลงมติงดออกเสียงในการลงมติ เพื่อเลือกนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้เป็นการปฏิเสธไม่เห็นชอบกับพรรคก้าวไกล
แต่จะได้เสียงมาสนับสนุนหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคำตอบของพรรคภูมิใจไทย และขึ้นอยู่กับพรรคก้าวไกล ว่าจะตัดสินใจใช้ทางเลือกเพื่อเข้าสู่เป้าหมายอย่างไร รวมถึงการขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ให้ครบ 64 เสียง หรืออาจขอให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิม สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค โดยไม่ได้เข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย หรือวิธีการอื่น ๆ ที่พรรคก้าวไกลจะตัดสินใจ
ส่วนการเจรจากับวุฒิสภา เพื่อขอเสียงสนับสนุนให้กับนายพิธานั้น นายภูมิธรรม เห็นว่า เป็นภารกิจของ 8 พรรคร่วมที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน แต่พรรคแกนนำ ก็อาจจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทย พร้อมสนับสนุนเต็มที่ทุกช่องทาง เช่น ส.ว.คนนี้ สนิทสนมกับ ส.ส.ของพรรคจังหวัดใด ก็จะสามารถช่วยประสานพูดคุย ทำความเข้าใจร่วมกันได้
นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ที่อาจจะเป็นเงื่อนไขทำให้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ว. รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลเดิมว่า แม้ตนเองจะไม่ขอเข้าไปก้าวล่วงคิดแทนพรรคก้าวไกล แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย มองว่า หากมีเรื่องใด ที่เป็นปัญหา เป็นความแตกต่าง ก็ควรจะมีการหารือกันให้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงความเห็น ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด ควรมีการเปิดเวทีพูดคุยกันให้กว้างขวาง หรือใช้กระบวนการรัฐบาล หรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อหาช่องทางให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด