อีกทั้งเสนอการแบ่งสรรตำแหน่งรัฐมนตรี (รมต.) ว่า เพื่อไทยของประธานสภาฯ โดยขอแลก รัฐมนตรีบวกนายกฯ ให้ก้าวไกลในอัตรา 15+1 นั้น ในความจริงแล้ว รัฐมนตรีทั้ง 35 ตำแหน่งกับ 1 นายกฯ ล้วนเป็นตำแหน่งทิพย์ที่ไม่เป็นจริงมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะนี้มีเพียงตำแหน่งประธานสภาฯ ที่เป็นจริงเท่านั้น
“ดังนั้น ถ้าก้าวไกลเสนอกับเพื่อไทยบ้าง โดยแลกตำแหน่งประธานสภาฯ คือ แบ่ง รัฐมนตรี 35+1 ให้เพื่อไทยไปเลย โดยก้าวไกลเอาแต่ประธานสภาฯ อย่างเดียวจะว่าอย่างใด เพราะเพื่อไทยเสนอสูตร 15+1 กับ 13+1 ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น เนื่องจากสิ่งที่เสนอมานั้น มันไม่เป็นจริง”
เชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว ความขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลจะมาเร็วขึ้น ซึ่งดีกว่าความลับไปแตกในวันเลือกประธานสภาฯ แม้มีเสียงบางคนของเพื่อไทยให้พรรคเปิดชื่อคนชิงประธานสภาฯออกมาเลย แต่ถ้าเพื่อไทยไม่เปิดชื่อนาย“สุชาติ” ถึงที่สุดผลลัพธ์ออกมาก็จะเป็นนายสุชาติได้ตำแหน่งประธานสภาฯ อย่างไรก็ตาม มีทางเดียวที่นายสุชาติจะไม่ได้เป็นประธานสภาฯคือ เพื่อไทยต้องหันกลับไปที่ข้อตกลงเดิมคือ มอบประธานสภาฯเป็นของก้าวไกลเท่านั้น
“เพื่อไทยทำตัวเองกลับไปกลับมา เป็นการหาเรื่องก้าวไกล ทำตัวเป็นหมาป่าหาเรื่องกับลูกแกะ กวนน้ำขุ่นอยู่เรื่อย ดังนั้น ผมเตือนอีกครั้งว่า การสร้างเรื่องขัดแย้งนั้น ไม่รู้ว่าจะลุกลามไปขนาดไหนในวันเลือกประธานสภาฯ และต่อเนื่องถึงวันเลือกนายกฯ หรือไม่? เพราะยากที่จะคาดการณ์ได้”
นายจตุพร กล่าวต่อ เมื่อความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นมวลชนลงถนนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อนให้ขยายผลรุนแรงถึงขั้นต่อต้าน ม.112 เมื่อมวลชนมาสมทบ จะกลายเป็นการเผชิญหน้าความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยอีกหรือไม่?
“เราพยายามเตือนสติ พรรคการเมือง (เพื่อไทย) อย่ามาเหลี่ยมกับประชาชน ช่างกล้าพูดออกมาได้ พรรคที่สองตำหนิพรรคที่หนึ่งว่า ไม่มีมารยาท ขาดจิตสำนึก ซึ่งทางการเมืองแบบนี้ถือว่าหาเรื่องกัน ถ้าเป็นคำพูดอีสานเรียกว่า “บักสีหาเหตุ” คือ คนหาเหตุตำหนิไปได้ทุกเรื่อง”
พร้อมกล่าวต่อ นับจากนี้ไป 29 มิ.ย.66 อีก 5 วันจะถึงวันเลือกประธานสภาฯ ซึ่งที่สุดแล้ว MOU 8 พรรคคงไปกันยากลำบาก เพราะเป็นเรื่องไม่จริง แต่จับมือลงนามกันเป็นไปตามกระแสสังคมเท่านั้น แล้วต่อมาก็หาเรื่องเลิกรากัน เอาเรื่องที่ไม่เป็นประเด็นก็กลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาได้
“นักการเมืองมักกล้าทำให้สิ่งที่มนุษย์ไม่กล้าทำเสมอ และสิ่งที่ทำนั้นก็ล้วนมีผลกระทบมากมาย พวกนี้ไม่สนใจเพราะเจ้าของพรรคจะเอาแบบนี้ เมื่อต้องการซ้ายก็เอาซ้าย รุ่งขึ้นเปลี่ยนมาเอาขวาก็เอาขวาอีก ดังนั้น คนไม่มีอำนาจในพรรคต้องมาแต่งเรื่องใหม่อีก เพื่อหนีความสับปลับที่เกิดก่อนหน้านี้ให้ได้ ดังนั้นในสถานการณ์ข้างหน้าไม่ใช่เรื่องสีใดสีหนึ่ง เพราะข้างหน้าเป็นเรื่องของประเทศ ของบ้านเมือง ของชาติไทย จึงให้ทุกส่วนมาร่วมมือกัน สลัดความรู้สึกส่วนตัวออก เอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง มาจับมือกันเป็นทีมชาติไทยภาคประชาชนเพื่อทำภารกิจของประชาชน เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทย” นายจตุพร กล่าว