หากเหตุการณ์ที่ยังตกลงกันไม่ได้ เป็นแนวทางใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจะส่งผล ต่อการประชุมสภาฯในอนาคตหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าคงเป็นความท้าทายของประธานชั่วคราว อย่าง พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดมานาน มีประสบการณ์มีวุฒิภาวะมีความรู้ และได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งท้าทาย แต่มั่นใจว่า จะควบคุมการประชุมแรกให้ผ่านไปได้ด้วยดี
ทั้งนี้ ประเด็นประธานสภาฯดูเหมือนจะยืดเยื้อมากเกินไปหรือไม่ เพราะยังตกลงกันไม่ได้ นายวราวุธ กล่าวว่า จริงๆจะว่ายืดเยอะเกินไปหรือไม่ก็ไม่เชิง เพราะถ้าดูตามทรานเฟรมแล้ว สภาชุดนี้ ใช้เวลาเพียงแค่ 30 กว่าวันเท่านั้น ดังนั้นจะว่ายืดเยอะไปก็ไม่ถูก เพราะก่อนหน้านั้นยืดเยอะกว่านี้อีก ดังนั้นตนคิดว่าวันนี้ก็ไม่ได้ช้าเกินไป
ส่วนในวันนี้ประเมินว่าจะมีอะไรทำให้การเมืองสะดุดหรือไม่ นายวราวุธ มองว่า คงไม่มีอะไรทำให้การเมืองไทยสะดุด พอได้มีการเลือกประธานสภาและเลือกนายกฯ และฟอร์มรัฐบาลขึ้นมา ทุกอย่างก็จะเดินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ที่ใช้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนดการเดินไปข้างหน้า รัฐบาลเป็นการบริหารประเทศ ก็คงไม่มีอะไรสะดุด
ขณะที่ประเด็นการพลิกขั้ว จะทำให้เกิดการชุมนุมขึ้นหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนตอบแทนหลายคนไม่ได้ แต่ทุกอย่างหลังการเลือกตั้ง มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น การพูดคุยกันก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคที่จะทำงาน และคงไม่น่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะแต่ละพรรคก็คงจะเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ก็คงประคับประคองสถานการณ์การเมืองไทยให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อถามว่า 14 ล้านเสียง เป็นเสียงข้างมากหรือไม่เพราะ ส.ว. มองว่าเป็นเสียงข้างน้อย นายวราวุธ กล่าวว่า 14 ล้านเสียง เป็นเสียงที่มาก และถือว่า เป็นเสียงที่เยอะที่สุด แต่ประเทศไทยมีประชากรอยู่ 66 ล้านคน มีผู้ลงคะแนน 50 กว่าล้าน คงต้องแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ถ้าคิดว่า 14 ล้าน จาก 50 ล้านอาจจะไม่ใช่เสียงข้างมาก แต่ 14 ล้านเมื่อเทียบกับพรรคอื่น เป็นพรรคที่ได้คะแนนเยอะที่สุด ก็คิดได้ จริงๆต้องบอกว่าเหรียญทุกเหรียญมีสองด้าน ดังนั้น แล้วแต่ว่าเราจะมองจากด้านใด เก้าไก่อาจจะมองว่าตัวเองได้คะแนนมากที่สุด ก็ถูกต้อง แต่ทาง ส.ว. ก็มองเหรียญอีกด้านหนึ่ง แต่ก็เหรียญเดียวกัน แต่แนวทางการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร เหรียญทุกเหรียญมีสองด้านเสมอ ส่วนแนวทางของพรรคชาติไทยพัฒนาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน และจะต้องมีความชัดเจนในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นใคร
พร้อมกันนี้ นายวราวุธ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ว.จะมาตรวจสอบคุณสมบัติ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันไป อย่างเวลาออกกฎหมาย ก็ต้องผ่าน ส.ว.อีกครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นมุมมองของการตรวจสอบ เช่นเดียวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หาก ส.ว.มีความสงสัยคลางแคลงใจในประเด็นใดและคนใด ก็เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ว.แต่ละคน ในการนำเสนอข้อสังเกตต่างๆและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ มองว่าเป็นสิทธิ์ของ ส.ว.
ส่วนจะมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ นั้น ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสงสัยถึงศักยภาพของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการตั้งข้อสงสัย เป็นเรื่องปกติที่ว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการส่องกล้องจุลทรรศน์ เพราะทุกคนให้ความสนใจ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือนายชวน หลีกภัย ก็จะได้รับการสองกล้องจุลทรรศน์จากสังคม และสาธารณชนอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายวราวุธ และ ส.ส.ของพรรค รายงานตัวเสร็จเรียบร้อยก็ได้เข้าไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์รัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวันสถาปนารัฐสภา ครบรอบ 91 ปี ซึ่งนายวราวุธ เปิดเผยว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งการพร้อมใจผูกไนคไทสีชมพูนั้น แสดงถึงความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา โดยเนคไทดังกล่าวเป็นผ้าทอลายขอ เพื่อส่งเสริมผ้าไทย โดยได้ปักสัญลักษณ์ของพรรคลงไปบนเนคไทด้วย
ทั้งนี้ วราวุธ ยังได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ‘โลโก้พรรคจริงๆอยู่ที่ตรงนี้’ พร้อมตบเบาๆไปที่หน้าอกข้างซ้าย ซึ่งหมายถึง ‘หัวใจ’