ส่วนบทบาทความไม่เชื่อมั่นเพราะอยากได้ประธานที่น่าเชื่อถือมีประสบการณ์ มีความเหมาะสม มองเรื่องนี้อย่างไร หากก้าวไกลเข้าไปแล้วจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น นายปดิพัทธ์ มองว่า เป็นสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอ ซึ่งข้อเสนอเรื่องประสบการณ์ ได้รับผลตอบรับมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว จึงต้องแลกด้วยการทำงานหนัก และการค้นคว้าข้อมูลและถามผู้รู้ในประสบการณ์ต่างๆ
"ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ผมจะเป็นประธานที่ดีที่สุดให้ทุกคนไว้ใจได้อย่างไร แต่ผมได้นำเสนอแล้วว่าเรามีความพร้อมและเราพร้อมที่จะทำงานหนักร่วมกับทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่ทีมเจรจาจะไปพิจารณากัน" นายปดิพัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ อยากจะบอกกับผู้ที่จะโหวตให้พรรคก้าวไกลในการเป็นประธานสภาอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำหน้าที่ของตนเอง นายปดิพัทธ์ ระบุว่า ตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ก่อนจะมีการโหวตประธานสภา จะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ก่อน ตนคิดว่าเวทีในการแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 4 ก.ค. จะเป็นเวทีที่ตนสามารถให้ความมั่นใจกับสมาชิกสภาได้ แต่ทั้งหมดจะต้องจบที่ทีมเจรจาก่อน ดังนั้นความไว้ใจของตนตอนนี้ ไม่ใช่จะไว้ใจใคร แต่ไว้ใจทีมเจรจาก่อน เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะของทั้งสองพรรคได้คุยกัน
ส่วนกระบวนการเสนอชื่อมาเป็นตนเองนั้นได้รับความไว้วางใจจากส.ส. 151 คนในพรรคหรือไม่ ในพรรคจะแบ่งเป็นสามปีก คือ ปีกทีมเจรจา ปีกฟอร์มครม. และปีกฟอร์มทีมสภา แต่ละปีกมีอิสระต่อกันไม่ได้มีการมานั่งดูว่าใครเป็นของใคร แต่อาจจะมีการพูดคุยเรื่องตัวละคร ว่าจะโยกจากคนนี้ไปเป็นคนนี้ได้หรือไม่ ซึ่งในทีมสภาเราได้ออกแบบร่วมกัน ว่านโยบายควรเป็นอย่างไร มีอะไรที่ควรปรับในกระบวนการนิติบัญญัติบ้าง แล้วจะยกระดับการทำงานในสภาอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ซึ่งเป็นคนในทีมที่ทำงานร่วมกัน และไปรับฟังความคิดเห็นจากคนหลากหลายกลุ่มว่าอยากเห็นสภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่วนชื่อของตนเองถูกพิจารณาโดยกรรมการบริหารพรรค มีการนำเสนอชื่อผ่านกรรมการบริหารและประกาศให้ที่ประชุมส.ส.ได้รับทราบ
เมื่อถามว่า ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเพื่อไทยไม่ถอยก้าวไกลไม่ถอยจะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นฝ่ายค้านหรือไม่นั้น นายปดิพัทธ์ เชื่อว่า การเจรจาจะจบลงด้วยดีตราบใดที่ยังไม่ถึงวันนั้น ก็ให้เวลาหน่อย ทุกคนก็อยู่ในความกดดัน ประชาชนก็คาดหวังเยอะ ถ้าไม่ไว้ใจกันคิดเล็กคิดน้อย คนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้ทีมทำงานก็ทำงานไม่ได้ ก็ขอให้ทีมเจรจาทำงานให้เต็มที่ให้ได้ และยืนยันว่ายังไว้ใจกันอยู่แน่นอน
ส่วนหากได้นั่งประธานสภาจะมั่นใจหรือไม่ว่าสามารถเอาอยู่ในปัญหาความวุ่นวายของการทำงานต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในสภา ซึ่งคิดว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ และเชื่อมั่นว่าไม่ต้องมาเคารพที่ตัวของตนเอง และมาฟังตอนเบรก แต่ทุกคนต้องเชื่อในข้อบังคับที่เป็นกฎหมายของการประชุมและเคารพรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทุกคนอยู่ในกติกานี้ได้ แล้วตนคิดว่าคงไม่ได้ไปตั้งหน้าตั้งตาปิดไมค์ใครด้วย เพราะทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการอภิปราย ตราบใดที่อยู่ในข้อบังคับ จึงคิดว่ากติกานี้จะทำให้เอาอยู่ ไม่ใช่ตัวบุคคล
"ผมยืนยันว่า ยังคงเปิดกว้างในการเสนอกฎหมาย ไม่ใช่แค่ผลักดันในกฎหมายของก้าวไกลอย่างเดียว แต่หากได้ตำแหน่งประธานสภา ผมก็จะลาออกจากกรรมการบริหารพรรค และไม่เข้าประชุม ส.ส. เพื่อรักษาความเป็นกลาง และเปิดโอกาสให้การเสนอกฎหมายฝั่งทั้งจากของ ครม. ของ ส.ส. และประชาชน 10,000 คน ที่เข้าชื่อกัน ก็จะได้รับการพิจารณาอย่างมีสัดส่วนและเท่าเทียม" นายปดิพัทธ์ กล่าว