นอกจากนั้น "เอกสิทธิ์" ที่มีสถานะเหนือกว่ามติพรรค ยังสะท้อนผ่านรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับหลังสุด โดยมีถึง 4 ฉบับ ซึ่งเปิดช่องให้ ส.ส.ที่ขัดมติพรรค ถูกพรรคขับออก แล้วไม่พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.โดยอัตโนมัติ
รัฐธรรมนูญ 4 จาก 6 ฉบับ ประกอบด้วย
- รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ไม่พ้นสมาชิกภาพ หากหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 60 วัน
- รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2534 พ้นสมาชิกภาพ (มติพรรคใหญ่กว่า)
- รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 พ้นสมาชิกพรรค เว้นแต่อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ
- รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่พ้นสมาชิกภาพ หากหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน
การเลือกประธานสภาหนนี้ คำว่า "ฟรีโหวต" ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก เนื่องจาก
1.ในงานสัมนาเพื่อไทยวานนี้ ส.ส.รุ่นใหญ่ของพรรค นำโดย "อดิศร เพียงเกษ" และ "พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน" นำอภิปรายอัดแกนนำพรรค ที่ไปแสดงท่าทีเหมือนยอมยกเก้าอี้ประธานสภาให้ก้าวไกล แต่สุดท้าย ส.ส.ขอฟรีโหวตในการลงมติเลือกประธานสภา พรรคเตรียมนำเข้าที่ประชุมพรรคต่อไป
2.การโหวตเลือกประธานสภา เป็นการโหวตลับ ฉะนั้นตกลงกัน หรือมีมติกันไปอย่างไรก็ได้ แต่ตอนโหวตจริง ก็เปลี่ยนแปลงได้หมด และจับมือใครดมยาก แม้จะคาดเดาได้ว่าใครโหวตสวนมติ แต่ก็หาหลักฐานมัดยาก แถมไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดไปเอาผิด
3.ทิศทางการโหวตเลือกประธานสภา ออกหน้า "ฟรีโหวต" แน่ๆ สังเกตจาก "คีย์แมน - คีย์วูแมน" สองคนไม่เข้าร่วมประชุม คือ
- "อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร" อ้างติดโควิด โดยคาดว่าไม่อยากเอาตัวเข้ามาพัวพัน หากสุดท้ายเกมสภา "ฟรีโหวต" ทำให้เพื่อไทยได้เก้าอี้ประมุขนิติบัญญัติ "ด้อมสัม" ก็จะได้โจมตี "อุ๊งอิ๊งค์" และตระกูลชินวัตรได้ไม่ถนัดนัก
- "สุชาติ ตันเจริญ" ผู้มีข่าวพรรครัฐบาลรักษาการ จะเสนอชื่อเป็นประธานสภา แข่งกับคนของพรรคก้าวไกล โดยอ้างว่าไปผ่าฟันคุด ซึ่งการไม่เข้าประชุม ไม่ว่าจะจริงตามอ้างหรือไม่ แต่ผลก็ คือ ไม่ต้องมาตกปากรับคำเหมือน "หมอชลน่าน" ว่าถ้าได้รับการเสนอชื่อจะขอสละสิทธิ์ ดังนั้น เมื่อสุชาติไม่เข้า จึงเท่ากับไม่ต้องแสดงบทนี้