ส่วนการเคลื่อนไหวกดดันสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ทำตามมติเสียงประชาชน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องมองด้วยความเป็นกลาง มองว่าอยากให้วิถีทางประชาธิปไตยได้เดินต่อไป ที่ผ่านมามีกับดักมากมาย ตัวอย่างของส.ว. การเขียนอนุญาตให้มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้นั้น มีวัตถุประสงค์อะไร หรือเพียงต้องการให้มีระบบสืบทอดอำนาจ และตอนนี้ต้องคิดว่ายังอยากให้ระบบนี้เดินต่อไปอีกหรือไม่ ผลการเลือกตั้งของคนทั้งประเทศ สะท้อนว่าควรหมดได้แล้ว
"เขาไม่เอาระบบสืบทอดอำนาจแล้ว ขอร้องว่าท่านก็เป็นผู้มีวุฒิภาวะ เสียงประชาชนบ่งบอกแล้วว่าประชาชนต้องการอะไร ต้องการการเปลี่ยนแปลง หลุดพ้นความขัดแย้ง หลุดดำการเมืองที่วางไว้ ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ คะแนนที่ออกมามันชัดเจน" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าจะมีการยุบพรรคพลังประชารัฐ แล้วมารวมกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน เพราะปัจจุบันในกฎหมายไม่มีระบุเรื่องการยุบพรรค แต่เป็นการเลิกพรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับพรรคการเมืองหนึ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อเลิกพรรคการเมืองแล้วสมาชิกในพรรค ก็จะสามารถย้ายไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้
ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การขับออกจากพรรคการเมืองซึ่งก็จะมีเวลาให้บุคคลนั้นไปสมัครเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้เช่นกัน แต่วิธีการทั้งหมดนี้ ตนมองว่า เป็นวิธีการที่ไม่เคารพเสียงประชาชนเนื่องจากประชาชนเลือกพรรคการเมืองเลือกบุคคลของพรรคนี้มาแล้วจนชนะการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยรับข้อตกลง หรือวิธีการแบบนี้จากพรรคที่เลิกพรรคการเมือง หรือยุบพรรคมา ก็จะเป็นพรรคที่มีแนวทางดำเนินการที่พังตั้งแต่แรก และอาจจะเป็นพรรคต่ำสิบในอนาคต เช่นเดียวกับกระแสข่าวบิ๊กดีลที่ประเทศฮ่องกง ยืนยันเรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริง พรรคเพื่อไทยยังคงเคารพเสียงของประชาชนและยังคงยืนยันหนักแน่นว่าจะสนับสนุนพรรคก้าวไกลที่คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง และสนับสนุนให้ "นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์" เป็นนายกรัฐมนตรีร้อยเปอร์เซนต์ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง