อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
แม้"ก้าวไกล"จะรู้ว่าตอนนี้ยังไม่มีทางแซง"เพื่อไทย"สำเร็จ แต่ในอนาคตไม่มีใครกล้าทำนายว่าจะเกิดเมื่อใด ยิ่งการสำรวจลงไปในระดับพื้นที่ "เพื่อไทย"หวั่นใจในหลายเขตที่"ก้าวไกล"แข่งกับ "เพื่อไทย" แบบสูสี
หลายเวทีหาเสียงแกนนำ"เพื่อไทย"ย้ำกับมวลชนว่า"เพื่อไทย"ไม่มีพรรคพี่พรรคน้อง เป็นการส่งสัญญาณถึง"ก้าวไกล" (เพราะก้าวไกลพยายามทอดสะพานจับมือกับพท.ตั้งรัฐบาลใหม่ ),"ไทยสร้างไทย" ของ "คุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ,ผู้สมัครส.ส.บางพรรคในภาคอีสานและภาคเหนือที่หาแต้มทำนองว่า ส.ส.เขตขอให้เลือกตน แต่บัญชีรายชื่อให้เลือก"เพื่อไทย"ก็ได้เพราะเป็นพี่น้องกันอีกอย่างสองพรรคนี้ยืนยันไม่จับมือกับ"พรรคพลังประชารัฐ"และ"รวมไทยสร้างชาติ" รวมทั้งมีปัจจัยรองมาเสริม เช่น ไม่เอากัญชาเสรี (ไม่แตะมือกับพรรคภูมิใจไทย)หรือปูมหลังของ"เพื่อไทย" กับ"ประชาธิปัตย์"(ปชป.)ในรอบกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา สองพรรคนี้จะร่วมงานกันบนเส้นทางนี้ได้หรือในวันข้างหน้า
ตรงนี้คือการตัดเส้นทางไปในชั้นต้นๆ แต่การเมืองคือการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเลขส.ส.ในมือจะเป็นปัจจัยชี้ขาด
ด้วยสภาพการณ์นี้ ทำให้ "เพื่อไทย" เร่งสปีดตัวเองให้แตะ 310 เสียงเป็นลำดับแรกของภารกิจ หากเป็นไปได้ดั่งฝัน ลองประเมินกันดูเบื้องต้นว่า "เพื่อไทย" จำเป็นต้องใช้"ก้าวไกล" ในการร่วมรัฐบาลหรือไม่
กรณีนี้หลายคนเชียร์ให้"เพื่อไทย"แตะมือ"ก้าวไกล"ในการฟอร์มรัฐบาลใหม่ หรือหากตัวเลขไม่เข้าเป้า ทว่า "เพื่อไทย" ยังเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีจำนวนส.ส.สูงสุด ถามว่า"เพื่อไทย"จะแตะมือกับ"ก้าวไกล"หรือไม่
ทางการเมืองทราบดีว่า "ก้าวไกล"ผูกระเบิดเวลาไว้กับตัว (นโยบายปฏิรูปสถาบัน/ปฏิรูปกองทัพ/ปฏิรูปราชการ/แก้กฎหมายอาญา มาตรา112) ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ อีกอย่างอย่าลืมว่า"เพื่อไทย"วางบทในการแก้ปัญหาประเทศและหารันเวย์ในการนำคนไกลบ้านกลับมาเลี้ยงหลานแบบไร้มลทิน
เป็นแบบนี้ "เพื่อไทย" ไม่ขอข้องเกี่ยวกับ"ก้าวไกล" เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงบนเวทีการเมืองและจำเป็นต้อง 310 เสียงให้ได้ ดังนั้นหากมองว่า 400 เขตที่ต้องประชันกัน "้เพื่อไทย" ยืนอันดับหนึ่ง "ก้าวไกล"เบอร์สอง บนฐานเสียงที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ สองพรรคจะตัดแต้มกันเองหรือไม่ หรือจะเทน้ำหนักไปให้พรรคใดพรรคหนึ่งแบบไม่รั่วไหล
เบื้องต้น ต้องรับสภาพ คนหัวก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่มีใจให้"ก้าวไกล" มากกว่า"เพื่อไทย" จึงมีคำถามตามมา"เพื่อไทย"จะเจาะและหาโอกาสให้คนกลุ่มที่ยังเอียงน้ำหนักมาฝั่งประชาธิปไตยแต่ยังไม่ตัดสินใจอย่างไร ให้ไว้วางใจ"เพื่อไทย"มากกว่าพรรคสีส้มเวอร์ชั่นสอง
ตัวเลขง่ายๆที่ใช้คำนวณกันขั้นต้น เลือกตั้งงวดนี้หนึ่งเขตเลือกตั้งมีประชากรราว 1.65 แสนคนที่จะมีส.ส.หนึ่งคน ตัดผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ( อายุไม่ถึงสิบแปดปี,ผู้ไร้ความสามารถ,ผู้เสมือนไร้ความสามารถ) ออกไปส่วนหนึ่ง และตัดผู้ไม่มาใช้สิทธิลงคะแนนออกอีกส่วนหนึ่ง แทบทุกครั้งจะเหลือผู้มาใช้สิทธิราว 70-75 % แต่ "กกต."วางเป้าประชาสัมพันธ์ให้คนไทยมาลงคะแนนคราวนี้ไว้ 80 %
จำนวนผู้มาใช้สิทธิในวันนั้น ( 14 พฤษภาคม และลงคะแนนล่วงหน้า 7 พฤษภาคม ) หาก "เพื่อไทย" และ"ก้าวไกล"ยังชิงแต้มในฐานเสียงเดียวกันและใกล้เคียง ดังนั้นมีโอกาสสูงที่สองพรรคนี้จะตัดแต้มกันเองแบบสูสี (แต่โอกาสเทน้ำหนักไปให้พรรคใดพรรคหนึ่งก็ยังมีเช่นกันแต่อาจน้อยกว่า)
ฉะนั้น โอกาสของ"พรรคอันดับสาม"ในเขตนั้นๆ ที่มีความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง แต่เบียดอันดับหนึ่งและสองยากนั้น สมมติว่าเขตนั้นๆ "เพื่อไทย"กับ "ก้าวไกล" แข่งกันเองและต้องเบียดกันหนัก "พรรคอันดับสาม"หากวางการเจาะกลุ่มเป้าหมายและรักษาฐานคะแนนส่วนตัวของผู้สมัครส.ส.ไว้แล้ว 20-30 % และไปรุกเก็บคนที่ยังไม่ตัดสินใจ รวมทั้งเดินเกมทุกรูปแบบในการคว้าแต้มก้อนนี้มาไว้ในช่วงเจ็ดวันข้างหน้า
การเบียดแซงในวินาทีสุดท้าย ..ใช่ว่าไม่มีโอกาสเกิดขึ้น และอาจเป็นไปได้ที่ตาอยู่ ( พรรคอันดับสาม ) ชนะพรรคอันดับหนึ่งและสองไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด (คือชนะในหลักร้อย/หลักพันคะแนน)
หาก "เพื่อไทย" และ"ก้าวไกล"ยังรุกหนักแบบใครอยู่-ใครไป (ตัดคะแนนกันเอง) แบบนี้ในช่วงโค้งสุดท้าย แล้วมี"ตาอยู่"แจ้งเกิดในวันนั้นหลายเขต
ฝ่ายที่น้ำตาร่วง คงไม่พ้น"พรรคอันดับหนึ่งและสอง" ส่วนคนที่ยิ้มกริ่มแบบนอนใจ คือ "พรรคตาอยู่" ที่จะทำให้สมการการเมืองแปรค่าเปลี่ยนขั้วทันที (หากแจ้งเกิดได้หลายเขต) และบันไดสู่สวรรค์ของ"เพื่อไทย"กับ"ก้าวไกล" จะมีขวากหนามเพิ่มมาแบบไม่รู้ตัว
อันเป็นผลจากการแข่งขันตัดแต้มกันเองระหว่าง"ทีมสีแดง" กับ"ทีมสีส้ม"