เลือกตั้ง 66 : เปิดนโยบายลดค่าไฟฟ้า พรรคไหนโดนใจสุด!
19 เม.ย. 2566 | sirisak_rue

"เลือกตั้ง66" เปิดนโยบายลดค่าไฟฟ้า พรรคการเมืองไหนโดนใจประชาชนที่สุด! หลังกระแสดราม่าค่าไฟมาแรงช่วงฤดูร้อน
การเมือง
19 เม.ย. 2566 | sirisak_rue

"เลือกตั้ง66" เปิดนโยบายลดค่าไฟฟ้า พรรคการเมืองไหนโดนใจประชาชนที่สุด! หลังกระแสดราม่าค่าไฟมาแรงช่วงฤดูร้อน
ช่วงนี้อุณหภูมิของสภาอากาศในประเทศไทยกำลังร้อนระอุ ชนิดเรียกได้ว่าร้อนตับแตก ส่วนค่าไฟฟ้าก็ปรับตัวสูงขึ้นจนหลายบ้านบ่นหนักกลายเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ขณะที่"เลือกตั้ง66" เข้าใกล้โค้งสุดท้ายของการหาเสียง เหล่าบรรดาพรรคการเมืองประกาศขายนโยบายลดค่าไฟกันยกใหญ่ "เนชั่นทีวี22" จึงรวบรวมมาให้แฟนข่าวเนชั่นได้ติดตาม นโยบายของพรรคไหนจะโดนใจที่สุด ....
"พลังประชารัฐ" มีนโยบายรื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ภายใต้กรอบวินัยการเงิน และการคลัง
1.ราคาค่าไฟฟ้าหน้าโรงงาน ตามสัญญาฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.66 การส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งจะ นำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ราคาจะถูกลงกว่าเดิม เกินกว่า 50%
2.การงดเก็บค่า Ft ในอัตรา 0.9827 บาท/หน่วย โดยในระหว่างการปรับโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าจะใช้วิธีพักชำระหนี้ กฟผ.ประมาณ 150,000 ล้านบาทเป็นเวลา 1 ปี จะทำให้ราคาไฟฟ้าลดลง 0.9827 บาท/หน่วย
ทั้งนี้ ราคาไฟฟ้าใหม่ จากเดิม 4.77 บาทต่อหน่วย หากดำเนินการตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ค่าผลิตไฟฟ้าลดลด 1.27 และค่า Ft ลดลง 0.9827 บาท/หน่วย เหลือราคาใหม่ 2.5173 บาทต่อหน่วย เป็นราคาที่เหมาะสมและสามารถทำได้ทันที
โดยพรรคจะช่วยผลักดันให้เกิดการลดราคาไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยลง 2.27 บาท ประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคา 2.50 บาทต่อหน่วย ส่วนภาคธุรกิจค่าไฟฟ้าจะลดลง 2.07 บาท คงเหลือเพียงแค่ 2.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งถ้าเราลดราคาไฟฟ้ามาได้เช่นนี้ คนไทยจะใช้ราคาถูกเป็นอันดับ 6 ของอาเซียนทันที
"ประชาธิปัตย์" มีนโนบายส่งเสริมโซลาร์เซลล์ และลดปริมาณสำรองไฟฟ้าเหลือ 15%
1.ลดปริมาณการสำรองไฟฟ้าของ กฟผ.ลง เหลือ 15% โดยต้องทบทวนการพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้าให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการตั้งสำรองพลังงานไฟฟ้าไว้ประมาณ 15% เท่านั้น จะทำให้ลดค่าพร้อมจ่ายที่ต้องเสียให้โรงไฟฟ้าเอกชนได้ไม่น้อยทีเดียว
2.ส่งเสริมให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้ามีราคาถูกกว่าการซื้อไฟฟ้าจากเอกชน
3.ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ส่งเสริมการติดแผงโซลาร์ (Solar- Rooftop) ของบ้านเรือนประชาชน โดยทำให้โซลาร์เซลล์ถูกลง
รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา และทำให้แบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้ามีราคาถูกลง พร้อมกับกำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ภาคประชาชน โดยพยายามหาทางปรับรูปแบบจาก Net Billing เป็น Net Metering เพื่อความสะดวกในการขายไฟที่เหลือใช้ให้ กฟผ.
"เพื่อไทย" มีนโยบายผลักดันราคาไฟฟ้าถูกลง
1.ปรับลดราคาค่าไฟฟ้าตามต้นทุนราคาพลังงานที่แท้จริง เนื่องจากขณะนี้ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
2.เร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตสอดคล้องกับปริมาณไฟฟ้าสำรองที่สั่งซื้อจากเอกชน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเป้าว่า GDP ของไทยจะเติบโตถึง 5% ต่อปี จึงต้องผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง GDP ของไทยขยายตัวแค่ 1% กว่าต่อปี แต่ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าที่กำหนดยังเท่ากับการคาดการณ์เดิม ทำให้ไฟฟ้าล้นเกินความต้องการ บางส่วนต้องให้โรงงานไฟฟ้าเอกชนหยุดผลิตซึ่งต้องเสียค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชน และเกิดเป็นต้นทุนที่เสียเปล่า
3.เร่งจรจาเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อที่จะนำก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนก๊าซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยอย่างน้อยก็เท่ากับก๊าซที่ขุดจากอ่าวไทย ซึ่งต้นทุนก๊าซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2-3 บาทต่อหน่วยเท่านั้น
4.ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับครัวเรือนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูก โดยลดขั้นตอนขออนุญาตและการขายไฟฟ้าที่เหลือใช้ให้ กฟผ. รวมทั้งจัดหาแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ที่คุณภาพดีและราคาถูกให้ประชาชน
5.ให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งจะทำให้ราคาค่าไฟลดลง อีกทั้งสามารถจำหน่ายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ให้ประเทศที่มีความต้องการเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ซึ่งแจ้งความจำนงมาแล้ว
"ไทยสร้างไทย" มีนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟ
1.เดินหน้าปรับโครงสร้างราคาค่าไฟ ทันทีภายใน 1 ปีให้ลดค่าไฟลงมาเหลือ 3.50 บาท ขณะเดียวกันภาครัฐจะเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนไปเจรจากับโรงไฟฟ้าเอกชน ในช่วงที่ต้นทุนแพง หรืออ้างว่าต้นทุนแพงเพื่อลดผลประโยชน์หรือกำไร จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์มากเกินไป ให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
โดยในระยะยาว 25 ปี จะต้องวางแนวทางในการปลดระวางโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดสัญญาให้เร็วขึ้น และชะลอการขึ้นโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังจะเริ่มสัญญา COD ให้ช้าลง เพื่อลดการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย และจะต้องปรับลด รายจ่ายอื่น ๆ ที่รัฐทำสัญญาผูกพันกับโรงไฟฟ้าเอกชน เช่น ค่าประกันความร้อน EP Energy Payment ที่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงได้ แต่รัฐยังใช้อัตราที่สูงอยู่ตลอด ซึ่งจะสามารถลดค่าประกันความร้อนต่อหน่วยลงได้อีก
ขณะเดียวกันจะสนับสนุนการใช้ Solar cell ในภาคครัวเรือนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่าย และสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงานไฟฟ้าในระยะยาวให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด
"ก้าวไกล" มีนโยบายแผนบันได 5 ขั้น ผลักดันค่าไฟฟ้าลดลง
บันไดขั้นที่ 1 เปลี่ยนนโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติ จากเอื้อกลุ่มทุนเป็นเอื้อประชาชน โดยใช้กลไกคณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายพลังงาน (กกพ.) กำหนดนโยบาย ซึ่งตัวนโยบายสามารถเปลี่ยนได้เลยใน 100 วัน และเห็นผลในบิลค่าไฟ ลดได้ทันที 70 สตางค์ต่อหน่วยในปีแรก พร้อมกันนั้นเร่งเจรจาสัมปทานก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทยเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากการนำเข้า
ขั้นที่ 2 เปลี่ยนแดดเป็นเงิน ด้วยการปลดล็อกระบบขายไฟมิเตอร์หมุนกลับจากหลังคาบ้านเรือน (Net Metering) เพื่อให้ทุกบ้านเรือนที่ต้องการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสามารถทำได้อย่างถูกต้อง และเกิดการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านประชาชนเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้เอง เชื่อว่าภายใน 4 ปี จะเห็นการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของประชาชนเพิ่มขึ้นทั้งประเทศ
ขั้นที่ 3 เปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเลือกซื้อไฟฟ้าได้เอง ไม่ต้องถูกมัดมือชกซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยุติการรับประกันกำไรให้เจ้าสัวพลังงาน เหมือนกับในต่างประเทศ ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง ค่าไฟฟ้าจะถูกลงจากการแข่งขัน นอกจากนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้ายังสามารถกำหนดได้ว่าจะซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานอะไร บางคนอาจเลือกซื้อจากพลังงานสะอาด 100% ได้
ขั้นที่ 4 ชนกับกลุ่มทุนใหญ่เสือนอนกิน เจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและสัมปทานกับกลุ่มทุนพลังงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจาก "ค่าความพร้อมจ่าย" ของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง และแก้ไขนโยบายเอื้อกลุ่มทุนพลังงานเพื่อลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนได้เพิ่ม
ขั้นที่ 5 เตรียมเดินหน้าแผน PDP Net Zero ไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิล ตั้งเป้าปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายใน 2580 เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเป็นพลังงานสะอาดให้มากที่สุด
"รวมไทยสร้างชาติ" มีนโยบายลดค่าครองชีพให้ประชาชน
ราคาพลังงาน-น้ำมันแพง พรรคมีแนวคิดว่าจะให้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแบบเสรี จะช่วยให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค อาทิ น้ำมัน หรือไฟฟ้า จะต้องทำตามนโยบายของรัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า จะมีการกำหนดราคาให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือเกษตรกร ที่ใช้ไฟในการดำเนินชีวิต หรือทำมาหากินเพื่อแบ่งเบาภาระ และช่วยลดต้นทุนให้ โดยมีการคำนวณมาแล้วจะอยู่ที่ประมาณยูนิตละ 3.90 บาท
"ภูมิใจไทย" มีนโยบายพลังงานสะอาด ลดรายจ่ายประชาชน
ฟรีโซล่าเซลล์ หลังคาบ้าน ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการใช้หลังคาบ้าน ติดตั้งโซล่าเซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในบ้านเรือนของตนเอง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 450 บาท ต่อเดือน และส่งกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ ขายให้แก่รัฐบาล ผ่านระบบของการไฟฟ้า ซึ่งจะต้องปรับบทบาทหน้าที่ เป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ของรัฐบาล
รัฐบาลจะติดตั้ง โซล่าเซลล์ ให้แก่ประชาชน ที่นำบ้าน หรือที่พักอาศัย สถานประกอบการ เข้าร่วมโครงการ ฟรี และ รับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากประชาชน โดยการบันทึก เป็นเครดิตพลังงาน ที่ประชาชน นำไปใช้จ่ายเมื่อใช้กระแสไฟฟ้า สำหรับบ้านเรือน และ ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า ได้
สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับส่วนลดค่ากระแสไฟฟ้า และ เครดิตพลังงาน เป็นเวลา 25 ปี ตามอายุโครงการความร่วมมือผลิตกระแสไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้อธิบายถึงสาเหตุค่าไฟฟ้าแพงไว้ด้วยว่า เกิดจากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่เคยใช้ผลิตไฟฟ้าลดลงค่อนข้างมากต่อเนื่องจาก 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือลดลง 20-30% อีกทั้งต้องซื้อก๊าซ LNG ในราคาแพง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และตรงกับช่วงที่ยุโรปเข้าสู่ฤดูหนาว ความต้องการก๊าซ LNG จึงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาแพง เพื่อมาทดแทนปริมาณก๊าซต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยที่ขาดหายไป
ฉะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง กกพ.จึงออกมาตรการใช้น้ำมันในช่วงราคาถูกกว่าเข้ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซ LNG แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซเป็นหลักไม่สามารถใช้น้ำมันทดแทนได้ทั้งหมด
ที่ผ่านมา กกพ.พิจารณาโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้ามาตลอด และขอยืนยันว่าเชื้อเพลิง LNG เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ส่วนต้นทุนอื่นที่วิจารณ์กันอย่างถ่านหินนั้นไม่มีผลเท่าไหร่นัก เพราะราคาปรับเพิ่มไม่มาก ทำให้ค่าความพร้อมจ่ายยังคงอยู่ระดับเดิม