สำหรับนโยบายการแจกเงิน ที่ประชาชนฟังดูแล้วหวือหวาน่าสนใจ อาจจะแตกต่างจากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น น.ส.วทันยา กล่าวว่า แต่ละพรรคก็พยายามทำนโยบายบนหลักการว่า จะอัดเงินเข้าระบบเศษฐกิจอย่างไร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะอัดเงินเข้าระบบ 1 ล้านล้านบาท เพราะสืบเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าพลังงานสูง จนถึงค่าสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ขอประชาชนลดน้อยลง
จึงเป็นแนวนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์คิดว่า จะอัดเงินเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบเศษฐกิจ แต่การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ใช่คำตอบเดียวที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยี การให้งบประมาณในการทำวิจัย และมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถคอยดูแลให้คำปรึกษาให้กับภาคธุรกิจองค์กรต่างๆ ที่ขาดทุน ควบคู่กันไป
น.ส.วทันยา กล่าวย้ำว่า โลกเศรษฐกิจในยุคหน้า เป็นยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล การขับเคลื่อนที่จะช่วยสร้างศักยภาพเศษฐกิจให้กับประเทศไทย และประเทศอื่นทั่วโลก เติบโตแบบก้าวกระโดด ต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรมหนัง หรือ ภาคบริการ เป็นต้น