ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสานประเมินไว้ว่า บรรยากาศทางภาคอีสานไม่ต่างจากภาคเหนือที่ได้รับความนิยมมากกว่าสมัยพรรคอนาคตใหม่เยอะด้วยผลงานการทำงานของคณะก้าวหน้าด้านท้องถิ่นคืบหน้ามีไปทำงานบริหารเทศบาล บริหาร อบต. ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจนดังนั้นเป้าหมายจำนวน ส.ส.ภาคอีสานคือ 1 ใน 3 ของเก้าอี้ ส.ส. ภาคอีสาน ประมาณ 40 – 50 เขต ( 133 ที่นั่ง ) โดยเฉพาะพื้นที่อีสานใต้ มั่นใจว่า สื่อต้องเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน
"พรรคก้าวไกล เชื่อว่า ทุกภาค ประชาชนไม่มีเจ้าของ ก่อนที่จะครองโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็เคยถูกครองด้วยพรรคการเมืองอื่นมาก่อนทั้งนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการพัฒนาการของทางสังคมเงื่อนไขทางการเมืองแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการตัดสินใจทางการเมืองย่อมเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เพราะประชาชนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งพรรคการเมืองต้องทำให้ประชาชนเห็นใครเป็นคำตอบดีที่สุดที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ได้จริง"
"ชัยธวัช" ยังได้กล่าวถึงการเมืองแบบบ้านใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งต้องต่อสู้กับเจ้าของพื้นที่เดิมที่มีความเหนียวแน่นในการกุมฐานคะแนนเสียง
"ผมคิดว่า ถึงเวลาพรรคก้าวไกลอดีตพรรคอนาคตใหม่ แน่นอนปฎิเสธไม่ได้ว่า การเมืองแบบบ้านใหญ่ การเมืองแบบใช้อำนาจรัฐ ยังมีนัยยะสำคัญในการเลือกตั้งแบบไทยๆอยู่ แต่ขณะนี้ความสำคัญน้อยลงไปเยอะ ขณะที่พรรคก้าวไกล เน้นการเปลี่ยนแปลงที่สนองตอบความต้องการประชาชน"
เมื่อให้วิเคราะห์ พื้นที่"ภาคใต้"กับก้าวไกล เป็นอย่างไร "ชัยธวัช" บอกว่า พื้นที่ภาคใต้เปลี่ยนไปมาก เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 62 ที่กลายเป็นที่เปิดทางการเมืองพื้นที่แห่งโอกาส โดยเฉพาะกับพรรคก้าวไกล ต้องบอกหมดยุคเอาเสาไฟฟ้าลงก็ได้ ผลเลือกตั้งจะได้รู้ พรรคก้าวไกลมีเป้าหมายต่ำสุด 3 ที่นั่ง แต่พรรคก้าวไกลเชื่อว่า เป้าหมายจริงอยู่ที่ 10 เขตเลือกตั้ง
ขยับขึ้นมา"ภาคกลาง" ต้องยอมรับเป็นพื้นที่บุกเบิกยังต้องทำงานหนัก เพราะมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองมีลักษณะเฉพาะมาก รวมพื้นที่ภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ตราด ยังชนะได้หลายเขตมีส.ส.ได้ เป้าหมายเราอยู่ที่ 15 เขตเลือกตั้ง หรือมั่นใจว่า 4 จังหวัดภาคตะวันออกยังมี ส.ส.ก้าวไกลอย่างแน่นอน สำหรับพื้นที่ปริมณฑล ได้เพิ่มขึ้นกว่าปี 62 เช่นกัน ขณะที่ กทม.ในปี 62 ได้ ส.ส. 9 คน การเลือกตั้งปี 66 พรรคก้าวไกลมั่นใจได้สูงขึ้นเกินครึ่ง ( 33 เขต )
"พรรคก้าวไกล" เป้าหมายรวมทั้งประเทศ 150 เขต นับจากวันนี้จนไปสู่การเลือกตั้งขึ้นอยู่กับผู้สมัคร ส.ส.จะร่วมกันทำงานตอบโจทย์ไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง และในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งอะไรก็เกิดขึ้นได้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเป็นไปได้ตลอด
หลังการประเมินความน่าจะเป็นของพรรคก้าวไกลในศึกเลือกตั้ง66 ทีมงานผ่าสมรภูมิเลือกตั้ง จึงได้สอบถาม การร่วมจัดตั้งรัฐบาลในแบบฉบับ"พรรคก้าวไกล" เป็นอย่างไร
"เลขาธิการพรรคก้าวไกล" กล่าวว่า ก้าวไกลประกาศจุดยืนชัดเจน ต้องยึดมั่นหลักการที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ มากกว่าการที่จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีหรือเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ถ้ามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล เราพร้อมทำงานกับทุกพรรคทุกฝ่าย ต้องมีเอ็มโอยูชัดเจนในการร่วมรัฐบาล ซึ่งเรามีหลักไม่ร่วมรัฐบาลที่มาจากทหาร หรือพรรคทหาร เพราะถ้ามีทหารอยู่อยากมีประชาธิปไตยก็เป็นไปไม่ได้
ถ้าเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลแล้วมีพรรคพลังประชารัฐเข้ามาร่วม พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน แล้วถ้า"พรรคภูมิใจไทย"มาร่วมรัฐบาล พรรคก้าวไกลถือเป็นตัวเลือกที่ไม่อยากเลือก ถือเป็นพรรคที่เป็นทางเลือกสุดท้าย
เพราะจากการทำงานตรวจสอบ เราเชื่อว่า ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์เป็นหมื่นล้านแสนล้าน แล้ว"พรรคก้าวไกล"จะร่วมเฉพาะรัฐบาลที่มาจากพลเรือนเท่านั้น เชื่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่มีทางที่รัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อย ดังนั้นในความเป็นจริงไม่มีใครบริหารประเทศด้วยเสียงข้างน้อย
อย่างไรก็ตาม แน่นอนพรรคฝ่ายค้าน ถ้าได้กว่า 250 เสียงหรือ 300 กว่าเสียง เชื่อว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านมีโอกาสมากที่จะมีเสียงแตะ 300 ถึงบอกว่า ไม่จำเป็นต้องเอา"ภูมิใจไทย" น่าจะเป็นขั้วจัดตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด แล้วไม่มีทางที่เสียง ส.ว. 250 เสียงจะมีอิทธิฤทธ์กล้าฝืนมติของประชาชนในการเลือกตั้งปี 66 ดีลพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ที่เงื่อนไขดีลอื่นๆที่พอใจลงตัวกันก็จบ ไม่เกี่ยวกับ ส.ว.เลย แล้วถ้า ส.ว.ฝืนมติมหาชนจะกลายเป็นต้นตอวิกฤตการเมืองทันที
ทั้งหมดนี้คือ ความพร้อมและจุดยืนของ"พรรคก้าวไกล" ซึ่งการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จะเป็นคำตอบให้กับ"พลพรรคก้าวไกล"จะไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่