ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่"นายพิเชษฐ์" ตั้งถามนั้นไม่พบการชี้แจงของกรรมาธิการฯแต่อย่างใด ก่อนที่ประชุมจะลงมติข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ จากนั้นได้เข้าสู่มาตราต่อไป
นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติม ว่า ช่วงบ่ายวันนี้ ระหว่างที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชากันชง มีรายงานว่าเกิดเหตุไฟไหม้เล็กน้อย ที่ห้องอาหาร ส.ส. บริเวณชั้น 2 เป็นเหตุให้สัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น ที่อาคารรัฐสภา แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังคงดำเนินต่อไป
จากนั้น พิจารณามาตรา 8/1 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการกัญชา กัญชง จำนวน 7 คน และให้อำนาจรัฐมมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ 7 ด้านๆละ 1 คน คือ ด้านกฎหมาย , ด้านเกษตรกรและพันธุ์พืช, ด้านการตลาด, ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค, ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น, ด้านวิจัยและพัฒนา และ ด้านสมุนไพร ทั้งนี้กำหนดให้กรรมการดังกล่าวมาจากภาคเอกชนไม่น้อยกว่า 3 คน มีส.ส.ตั้งข้อสังเกตการกำหนดคุณสมบัติที่อาจเปิดช่องให้เเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จากนักธุรกิจด้านกัญชา
"นายพิเชษฐ์" ย้ำว่า การเขียนเนื้อหาดังกล่าวเหมือนกับตามใจพวกพ้อง นักลงทุน และกฎหมายมีช่องโหว่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อตนเอง โดยเฉพาะนายประพัฒน์ ที่เป็นผู้ปลูกกัญชารายใหญ่ มีตำแหน่งใหญ่ในสภาเกษตรกร และนั่งเป็นกมธ. เพื่อนำตำแหน่งของตนเองไปเป็นกรรมการ
นอกจากนั้น มีส.ส.เสนอแนะให้เพิ่มบทบัญญัติ ลักษณะต้องห้ามของกรรมการ คือ ห้ามเป็นผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่เกี่ยวกับกัญชา กัญชง หรือสารสกัดในลักษณะเพื่อการค้า หรืออุตสาหกรมไม่ว่าททางตรงหรือทางอ้อม เพื่อป้องกันกลุ่มทุน นักธุรกิจเข้ามาร่วมเป็นกรรมการฯ หวังสกัดผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้งนี้ "นายปานเทพ พังพงษ์พันธ์" กมธ. ชี้แจงว่ายอมรับว่า ในกมธ. ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีผลประโยชน์ทางตรง และทางอ้อม เพื่อให้เป็นตัวแทนของคนทุกฝ่าย ให้ความเห็นจากคนหลากหลายเพื่อลงมติ โดยยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ขณะที่การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้น ไม่สามารถบัญญัติลักษณะต้องห้ามที่เสนอได้ เนื่องจากทำไม่ได้จริง และในช่วงแรกของการปลดล็อคกัญชาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
"หลายคนในกมธ. ตามธรรมชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น แพทย์ ต้องลดยาบางอย่างที่เกี่ยวกับกัญชาเพื่อให้ประชาชนมีกัญชาใช้มากขึ้น" นายปานเทพ ชี้แจง
ขณะที่"นายศุภชัย ใจสมุทร" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงว่าการกำหนดตำแหน่งในร่างกฎหมาย ไม่ได้ระบุชื่อหรือตัวบุคคล ดังนั้นบุคคลเมื่อเป็นแล้วต้องพ้นไป ผู้จะดำรงตำแหน่งต่อจะมาเป็นกรรมการต่อ ข้อเท็จจริงที่บอกว่า ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับเดิมนั้นดี คือร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะที่เสนอ แต่การพิจารณาของกมธ. ได้ตัดและเพิ่มใหม่ ตนต้องยอมรับในมติเสียงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี กมธ.ไม่ยินยอมให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่คำที่อธิบายได้คือ ผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ ต้องมีประสบการณ์ความรู้ด้านกัญชา ซึ่งจะเกี่ยวกับกัญชาไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมการลงมติในมาตราต่างๆยังคงขลุกขลักอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะมาตราที่10/1 เรื่อง อำนาจหน้าที่คณะ กรรมการกัญชา กัญชง นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ต้องกดออดเรียกสมาชิกมาแสดงตนนานกว่า 15นาที จึงมีสมาชิกครบองค์ประชุมแบบฉิวเฉียดเกินองค์ประชุมมาแค่ 2 คน
ขณะที่การโหวตมาตรา11 ที่กมธ.เสนอให้ตัดข้อความทิ้งทั้งมาตรา ก็ยังเกิดปัญหาเสียเวลารอสมาชิกเนิ่นนาน จนกระทั่งส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนทักท้วงขอให้ปิดประชุม เพราะสมาชิกอยู่กันไม่ครบ
โดย"นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม" ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เสนอให้ถอนร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ออกไปก่อน อย่ามาถ่วงเวลาแบบนี้ เพราะความไม่พร้อมสูงมาก เสียเวลาที่ต้องรอ ดูแล้วกฎหมายก็ไม่ผ่าน ถ้าจะผ่าน องค์ประชุมคงครบไปนานแล้ว แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเดือนแล้ว ควรถอนไปก่อน
แต่"นายศุภชัย"พยายามยื้อเวลา ให้รอไปเรื่อยๆ เพราะที่ผ่านมานายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยรอสมาชิกครบองค์ประชุมนาน 53 นาที มาแล้ว ขอความร่วมมือให้อดทน
กระทั่งครบ 35 นาที มีสมาชิกมาครบองค์ประชุม แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาเสียบบัตรลงมติมาตราดังกล่าว กลับมีสมาชิกเสียบบัตรลงคะแนนแค่ 204 คนเท่านั้น ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ "นายศุภชัย โพธิ์สุ" ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม สั่งปิดการประชุม