"ยุบสภา"ช่วงใดถึงได้เปรียบ
แม้เป็นที่ทราบกันดี อายุของสภามีวาระ 4 ปี ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม 2566 จะต้องมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งทั่วไป ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจตัดสินใจในการออกพรฎ.ยุบสภา จะมีการกำหนดในช่วงใด จะประกาศยุบสภาก่อนสภาครบวาระ หรือให้สภาครบวาระ
ล่าสุดมีมุมมองจากฟากการเมืองและนักวิชาการแตกต่างกันออกไป ฝ่ายหนึ่งมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการอยู่ครบวาระแล้วประกาศยุบสภา เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองเป็นนายกฯอยู่ครบวาระสภา ขณะที่นักวิชาการ เช่น "ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า การที่นายกฯลากยาวให้ครบวาระ จะมีปัญหาวุ่นวายมากในเชิงบริหาร เพราะไม่ใช่กรณีสภาที่มีส.ส.ลาออกจนไม่เหลือสภาพสภา ในส่วนของฝ่ายบริหารก็จะบริหารงานลำบากในช่วงเป็นรัฐบาลรักษาการระหว่างการเลือกตั้ง จึงเห็นว่า นายกฯน่าจะมีการยุบสภาในช่วงกลางม.ค.หรือ ก.พ.66
ประเด็นของการ"ยุบสภา"ช่วงใดนั้นถือว่ามีความคาบเกี่ยวกับ คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. กล่าวคือ ผู้ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ ปี 2560 กำหนดไว้ว่า
"มาตรา 97 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ...
(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภาระยะเวลาเก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน"
บทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อลงสมัคร ส.ส. มีอยู่ 2 เงื่อนไข ดังนี้
1) กรณีครบวาระสภาผู้แทนฯ ต้องเป็นสมาชิกพรรคนั้นเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
2) กรณียุบสภาฯ (วันดีคืนดี นายกฯอยากยุบสภาก่อนกำหนด) ต้องเป็นสมาชิกพรรคนั้นเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ฉะนั้น ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองนับเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2565 จนมาถึงปีใหม่ 2566 จึงเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แปลกที่มีบรรดา ส.ส.ทยอยลาออกเพื่อไปสังกัดพรรคใหม่เพื่อให้อยู่ในระยะปลอดภัยตามคุณสมบัติรับสมัคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กรณีรัฐบาลอยู่ครบวาระ" หากเป็นไปตามแผนงาน กกต. จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุคือ วันที่ 7 พฤษภาคม 2566 วิธีนับระยะเวลาสังกัดพรรค ให้นับย้อนหลัง 90 วัน คือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (7 กุมภาพันธ์-7 พฤษภาคม 2566) เป็นเส้นตายสุดท้าย หากเกินกว่านี้ อาจหลุดจากคุณสมบัติการสมัครรับเลือกตั้ง ฉะนั้น นักการเมืองที่คิดจะโยกย้ายค่ายถ่ายเทต้องคำนึงถึงกรอบเวลานี้ให้ดี
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแผนการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งครบวาระ ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 โดยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 ที่กำหนดให้มี การเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ เบื้องต้น กกต. กำหนดให้วันที่ 7 พฤษภาคม 66 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป
อัปเดตเส้นทางสู่สมรภูมิเลือกตั้ง
เป็นทราบโดยทั่วกัน ปีนี้เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง "เลือกตั้ง66" คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จึงได้มีการตระเตรียมแผนการไว้ล่วงหน้า โดยวางโมเดลในกรณีรัฐสภาอยู่ครบวาระ 23 มีนาคม 2566 (ตาม อินโฟกราฟฟิคข้างต้น)
หากอัปเดตขั้นตอนสู่เลือกตั้ง ณ ขณะนี้ (21ก.พ. 2566 ) อาจกล่าวได้ว่า
1. พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และพ.ร.ป.พรรคการเมือง ได้รับการโปรดเกล้าฯลงประกาศในราชกิจจาฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. กกต. ทยอยออกประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาทิ ระเบียบกกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 ระเบียบกกต. ว่าด้วย การรวบรวมพยานหลักฐานรับ"เลือกตั้ง" ซึ่งได้ประกาศลงในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ในขณะที่ ข้อมูลฐานราษฎร เพื่อใช้ในการแบ่งเขต โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีการประกาศลงราชกิจจาฯไปก่อนหน้านี้
โดยระหว่างนี้ มีปมปัญหาจำนวนราษฎรที่ใช้แบ่งเขตต้องนับราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยรวมเข้าไปด้วยหรือไม่ ซึ่งกกต.ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรธน.วินิจฉัย โดยศาลรธน.กำหนดนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติวันที่ 3 มี.ค.
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในการเลือกตั้งปี 2566 โดยคำนวณจากจำนวนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 โดยจะมีจำนวน ส.ส.เขต ทั่วประเทศ 400 คน โดยจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัด ประกอบด้วย
จังหวัดที่มี ส.ส. 1 คน 4 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 2 คน 10 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 3 คน 19 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 4 คน 12 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 5 คน 7 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 6 คน 5 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 7 คน 4 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 8 คน 5 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 9 คน 4 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 10 คน 2 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 11 คน 2 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 16 คน 1 จังหวัด
จังหวัดที่มี ส.ส. 33 คน 1 จังหวัด
ทั้งนี้ จากจำนวน ส.ส.ดังกล่าวที่ กกต.ประกาศ จะส่งผลให้ภาคกลางมี ส.ส.รวม 122 คน จากเดิม 106 คน ภาคเหนือเพิ่มเป็น 39 คน จากเดิม 33 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ส.ส. 132 คน จาก 116 คน ภาคตะวันออกมี ส.ส. 29 คน จากเดิม 26 คน ภาคตะวันตกมี ส.ส. 20 คน จากเดิม 19 คน และภาคใต้มี ส.ส. 58 คน จากเดิม 50 คน
ส.ส.เพิ่มขึ้น 3 คน 1 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
ส.ส.เพิ่มขึ้น 2 คน มี 5 จังหวัด
นครราชสีมา
ชลบุรี
เชียงใหม่
บุรีรัมย์
นนทบุรี
ส.ส.เพิ่ม 1 คน 37 จังหวัด ประกอบด้วย
กระบี่
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
เชียงราย
ตรัง
ตาก
นครนายก
นครปฐม
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปทุมธานี
พระนครศรีอยุธยา
พังงา
เพชรบูรณ์
แพร่
ภูเก็ต
มหาสารคาม
แม่ฮ่องสอน
ร้อยเอ็ด
ระยอง
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สงขลา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
สระบุรี
สุโขทัย
สุพรรณบุรี
สุราษฎร์ธานี
สุรินทร์
อ่างทอง
อุดรธานี
อุตรดิตถ์
อุบลราชธานี
บึงกาฬ
นอกจากนี้ ประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งในรายพื้นที่ต่างๆ ก็ยังมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นจะใช้โมเดลแบบไหน โดยเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมือง ประชาชน ร่วมแสดงความเห็น ซึ่งจะพิจารณาเสร็จสิ้น ในราวปลายเดือน ก.พ.
เมื่อกฎกติกาตามข้อกฎหมายสมบูรณ์พร้อม "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจออกพระราชกฤษฎีกา"ยุบสภา"คืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งก็เป็นไปตามที่ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 21 ก.พ.66
"ยุบสภาต้นเดือนมี.ค."