นักเตะที่ครั้งหนึ่งได้รับการสนับสนุนจาก เปเล่ ที่เชื่อว่าเขาคือทายาทลูกหนังตัวจริง วันนี้ นอกจาก โรบินโญ จะไม่สามารถดึงศักยภาพในตัวออกมาได้เต็มที่ เจ้าตัวจะยังมีตราบาปติดตัวเมื่อศาลสูงสุดในกรุงโรมตัดสินว่าเจ้าตัวมีความผิดจริงในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราด้วย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

Highlights

  • ร็อบสัน เดอ ซูซา หรือ โรบินโญ คือเด็กอัจฉริยะที่ เปเล่ ยกว่าเป็น “ทายาทลูกหนัง” ของตน และสนับสนุนจนแจ้งเกิดกับ ซานโตส ต้นสังกัดเดียวกัน
  • เส้นทางชีวิตของ โรบินโญ น่าจะราบรื่น เมื่อแจ้งเกิดกับ เรอัล มาดริด ได้สวย แต่การตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและย้ายไปเล่นในอังกฤษ กลายเป็นจุดพลิกผัน
  • ชีวิตกลางคืนและแสงสีต่าง ๆ ทำให้วินัยของเจ้าตัวหย่อนยานลง จนต้องระหกระเหินไปทั่ว และไม่อาจใช้พรสวรรค์ที่มีตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงทำให้ภาพลักษณ์เสื่อมเสียหนักจากเหตุการณ์ในคืนหนึ่งที่มิลาน เมื่อปี 2013 ด้วย

--------------------

          จากดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการฟุตบอลบราซิล ที่ครั้งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าจะก้าวขึ้นไปทาบชั้นราชาลูกหนังโลกอย่าง เปเล่

 

          ร็อบสัน เดอ ซูซา หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ โรบินโญ่ อาจไม่สามารถเดินทางเข้ายุโรปได้อีก หากไม่ต้องการถูกจับกุมตัวในฐานะอาชญากร

 

          หลังศาลสูงสุดในกรุงโรมมีคำตัดสินว่าเจ้าตัวมีความผิดจริง ในข้อหาร่วมกันเพื่อนข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวชาวแอลเบเนียรายหนึ่ง ในเมืองมิลาน เมื่อปี 2013 และต้องโทษจำคุก 9 ปี หลังสู้คดีกันมานานกว่าห้าปี

 

          ขณะที่ในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เจ้าตัวก็ไม่สามารถไปถึงจุดที่ผู้คนคาดหวังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นราชาลูกหนังคนใหม่ถัดจาก เปเล่ อย่างที่ตำนานชาวบราซิเลียนเคยทำนายไว้

 

"ทายาทไข่มุกดำ"
(เปเล่ เคยประกาศว่า โรบินโญ คือคนที่จะเป็นราชาลูกหนังโลกคนต่อไป / ภาพ AFP)

          ฉายา "นิวเปเล่" ของ โรบินโญ นั้น ไม่ได้ตั้งขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป หรือเป็นคำยกย่องเกินจริงจากสื่อมวลชน แต่มาจากคำชื่นชมของราชาลูกหนังโลกเอง

 

          ย้อนไปในปี 1999 เปเล่ เป็นคนกล่าวชื่นชมพรสวรรค์ของ โรบินโญ ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 15 ปี ว่า "เขาจะเป็นผู้สืบทอดตำนานของผม"

 

          จากนั้น เปเล่ ยังคอยสนับสนุน โรบินโญ อยู่ตลอด และมีส่วนโน้มน้าวให้ ซานโตส อดีตต้นสังกัด เซ็นสัญญาอาชีพกับเด็กมหัศจรรย์รายนี้ เมื่อเจ้าตัวอายุครบ 18 ปีด้วย

          ผลงานของ โรบินโญ ในการนำ ซานโตส คว้าแชมป์บราซิเลียน เซเรีย อา มาครองในปีถัดมา ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของ เปเล่ ในศักยภาพของเด็กหนุ่มที่ตนมีส่วนปลุกปั้นขึ้นมาไปอีกขั้น

 

          ทุกอย่างดูประจวบเหมาะไปหมด ทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง ทั้งแจ้งเกิดในตำแหน่งเดียวกัน กับต้นสังกัดเดียวกัน และยังมีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน

 

          ในที่สุด โรบินโญ ก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ ขณะอายุเพียง 19 ปี

 

          และจากนั้นอีกสองปี โลกลูกหนังก็ได้รู้จักกับนักเตะที่ เปเล่ ให้การยอมรับ เมื่อ เรอัล มาดริด ยื่นข้อเสนอให้พิจารณา

 

          แม้ ซานโตส จะยังไม่ต้องการเสียเพชรเม็ดงามนี้ไป แต่ความต้องการของ เรอัล นั้นตรงกับ โรบินโญ ยิ่งเมื่อราชันชุดขาวได้ วันแดร์เลย์ ลุกชอมบูร์โก มาคุม ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นอีกมาก

 

          สุดท้าย ราชันชุดขาวจึงได้ นิว เปเล่ ไปครอง ในราคา 24 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย สำหรับนักเตะอายุเพียง 21 ปี ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองมาก่อนในยุโรป

 

          ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัวยังได้รับมอบเสื้อหมายเลข 10 ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของนักเตะคนสำคัญของทีมต่อจาก หลุยส์ ฟิโก้ ด้วย

 

"ราชาในหมู่ราชา"
(โรบินโญ ได้รับมอบเสื้อหมายเลข 10 จาก เรอัล มาดริด เมื่อย้ายไปร่วมทีม / ภาพ Getty Images)

          โรบินโญ เปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ลา ลีกา ฤดูกาล 2005/06 เมื่อถูกส่งลงเล่นในฐานะตัวสำรอง แทน โธมัส กราเวอเซน ในนาทีที่ 66 ของเกมนัดเปิดฤดูกาล และใช้เวลาสี่สัปดาห์ ก็เริ่มนับหนึ่งประตูแรกของตน ในเกมพบ แอธเลติก บิลเบา

 

          เจ้าของหมายเลข 10 คนใหม่ในถิ่น เบร์นาเบว ลงเล่นถึง 51 นัด ทำได้ 12 ประตูในฤดูกาลแรก และยังเป็นกำลังสำคัญของสโมสรต่อเนื่องไปอีกสองฤดูกาล

 

          ชื่อเสียงของ โรบินโญ เริ่มโด่งดังมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีส่วนนำ บราซิล คว้าแชมป์โคปา อเมริกา ที่ เวเนาซุเอลา ในปี 2007 พ่วงด้วยตำแหน่งดาวซัลโวและผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

          ณ ตอนนั้น ดูเหมือนสิ่งที่ เปเล่ ทำนายไว้จะกลายเป็นความจริง

          จนเมื่อผู้บริหาร เรอัล ยื่นข้อเสนอต่อสัญญาใหม่ให้พิจารณา โดยหวังว่าเขาจะเล่นร่วมกับ คริสเตียโน โรนัลโด ดาวรุ่งชาวโปรตุเกส ที่ตกเป็นข่าวว่าเตรียมย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

          โรบินโญ ตอบปฏิเสธ และตกเป็นข่าวโยงกับหลายสโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะ เชลซี ที่ ปีเตอร์ เคนยอน ผู้อำนวยการสโมสร ถึงกับให้ข่าวว่านักเตะเตรียมจะย้ายมาเล่นในกรุงลอนดอน

 

          แต่สุดท้าย โรบินโญ กลับเลือกลงเอยกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเพิ่งถูกเทกโอเวอร์โดยกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางในปี 2008 พร้อมเซ็นสัญญาสี่ปี

 

"นอกลู่นอกทาง"

 

(โรบินโญ เปิดตัวกับ มาร์ค ฮิวจ์ส เมื่อย้ายมาเล่นในอังกฤษ / ภาพ Getty Images)

          ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างจากเรือใบสีฟ้าในปัจจุบัน ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

 

          สโมสรเพิ่งได้รับการอัดฉีดเงินทุนมหาศาลเป็นปีแรก และอยู่ในช่วงเริ่มสร้างทีมเพื่อความสำเร็จ

 

          มาร์ค ฮิวจ์ส ถูกปลดกลางฤดูกาล เปิดทางให้ โรแบร์โต มันชินี่ เข้ามาคุมทีมแทน

 

          ถึงอย่างนั้น โรบินโญ ก็ยังยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 14 ลูกจาก 31 นัด นำทีมจบในอันดับ 5 พลาดโควตาแชมเปียนส์ลีกไปอย่างเฉียดฉิวในวันสุดท้ายของฤดูกาล ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เพิ่งเคยสัมผัสฟุตบอลอังกฤษเป็นครั้งแรก

 

          แต่ฤดูกาลที่สองของเจ้าตัวกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้ต้องพักไปถึงสามเดือน และมีโอกาสลงเล่นเพียง 12 นัด

 

          กลับกัน แม้จะไม่มี โรบินโญ อยู่ด้วย แต่ มันชินี่ กลับนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จบในอันดับสาม พร้อมสิทธิ์ไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

 

          และนั่นทำให้ฝ่ายบริหารเห็นว่านักเตะบราซิเลียนอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมนอกลู่นอกทางที่มักออกไปตระเวนราตรี ระหว่างที่พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ

 

          โรบินโญ ถูกส่งตัวกลับไปให้ ซานโตส ในบ้านเกิดยืมใช้งาน แต่คราวนี้ "นิว เปเล่" แผลงฤทธิ์ไม่ออกเหมือนครั้งแรกที่แจ้งเกิด

 

          เจ้าตัวได้ลงเล่นเพียงสองนัดในช่วงที่ถูกปล่อยยืมตัว สุดท้าย ซานโตส ที่เคยอยากรั้งนักเตะรายนี้ไว้เมื่อหลายปีก่อน ก็ตัดสินใจส่งคืนให้ ซิตี้

 

          ปัญหาคือตอนนี้ ที่ เอติฮัด สเตเดียม ไม่มีตำแหน่งว่างให้เจ้าตัวอีกแล้ว

 

"มุ่งหน้าสู่อิตาลี"

 

(ชีวิตที่ มิลาน ไม่เพียงแค่ไม่เหมาะเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่ย้อนมาทำลายชื่อเสียงของ โรบินโญ ด้วย / ภาพ Getty Images)

          แม้ฟอร์มจะไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่ชื่อชั้นเดิม ๆ ยังทำให้ โรบินโญ ได้รับความสนใจจากทีมชั้นนำอยู่

 

          คราวนี้เป็น เอซี มิลาน ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา ในฤดูกาลแรกกับทีมรอสโซเนรี่ โรบินโญ ยิงไป 14 ประตูจาก 34 นัด

 

          แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลที่สอง ปัญหาเดิม ๆ ก็กลับมา ดาวเตะบราซิเลียนรักษาระดับการเล่นไว้ไม่ได้ จากหลายสาเหตุ

 

          ทั้งปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง รวมถึงพฤติกรรมนอกลู่นอกทางยามอยู่นอกสนาม

 

          หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ฉาวในปี 2013 ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องในภายหลัง จนสุดท้าย มิลาน ก็ขอยกเลิกสัญญา

 

"ถดถอย และดำดิ่ง"

 

(ไม่ว่า โรบินโญ จะต้องรับโทษจากคดีนี้หรือไม่ แต่จะกลายเป็นตราบาปของเจ้าตัวตลอดไป / ภาพ Getty Images)

          นับแต่นั้น ชื่อของ โรบินโญ ก็เริ่มไม่เป็นไฮไลท์ของวงการฟุตบอลเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

          เขาย้ายไป กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ในลีกจีน ด้วยสัญญาระยะสั้น แม้จะได้แชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีกมาครอง แต่ก็ถูกต้นสังกัดปล่อยตัวอีกเช่นเคย

 

          โรบินโญ เดินทางกลับบราซิลอีกครั้ง คราวนี้เซ็นสัญญากับ แอตเลติโก มิไนโร และคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของลีกได้ในปี 2016

 

          ระหว่างนั้นเองที่ โรบินโญ กับเพื่อนชาวบราซิลอีกห้าคนถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และมีการอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อ และยืดเยื้อต่อเนื่องอีกหลายปี

 

          โรบินโญ พยายามกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้ง ในตุรกี และได้แชมป์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรกับ อิสตันบูล บาซัคเซฮีร์

 

          ในเดือนตุลาคม 2020 โรบินโญ ก็ย้ายกลับบราซิลอีกครั้ง เพื่อเล่นให้ ซานโตส เป็นครั้งที่สาม แต่ก็ถูกต่อต้านจากสปอนเซอร์ของสโมสร จนสุดท้าย ก็ถูกยกเลิกสัญญาในที่สุด

 

          แม้จะถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงโดยศาลสูงของกรุงโรม แต่ภายใต้กฎหมายของบราซิลบ้านเกิด โรบินโญ จะไม่ถูกส่งตัวไปรับโทษในอิตาลี เจ้าตัวจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็ไม่สามารถเดินทางไปในยุโรปได้เช่นกัน

 

          และเหตุการณ์นี้ ก็น่าจะช่วยตอกย้ำเหตุผลให้ชัดเจนขึ้นว่าทำไมนักเตะซึ่งครั้งหนึ่ง มีพรสวรรค์สูงในระดับที่แม้แต่ เปเล่ ยังยกย่อง ถึงไม่สามารถดึงศักยภาพในตัวออกมาได้อย่างที่ควรเป็น

 

          บทสรุปของ โรบินโญ จึงไม่ใช่ราชันลูกหนังโลกคนต่อไปอย่างที่ เปเล่ ทำนายไว้ แต่เป็นเพียงนักเตะฝีเท้าดีคนหนึ่ง ซึ่งจะถูกพูดถึงเพราะอาชญากรรมทางเพศที่เจ้าตัวก่อขึ้น มากกว่าผลงานในสนาม

--------------------

SOURCE