มท.3 สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ “จ.น่าน” 24 ชม.
10 ส.ค. 2569 | katchatapong_lee

มท.3 สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ “จ.น่าน” 24 ชม. ประเมินใกล้ชิด พร้อมยกระดับช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น - แนะ ปชช.ที่ลุ่มต่ำติดตาม-เฝ้าระวัง
ข่าว
10 ส.ค. 2569 | katchatapong_lee

มท.3 สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ “จ.น่าน” 24 ชม. ประเมินใกล้ชิด พร้อมยกระดับช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น - แนะ ปชช.ที่ลุ่มต่ำติดตาม-เฝ้าระวัง
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและระดับน้ำในแม่น้ำน่านในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยล่าสุด อำเภอเวียงสา มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน รวม 138 ครัวเรือน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ขณะที่ปัจจุบันในพื้นที่ฝนหยุดตก
สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในพื้นที่อำเภอเวียงสา จากข้อมูล ณ เวลา 16.30 น. วันนี้ สถานีวัดระดับน้ำ N.13A แม่น้ำน่าน อ.เวียงสา ตรวจวัดระดับน้ำได้ 8.36 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 6.50 เมตร อยู่ 1.86 เมตร และระดับน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 11 เซนติเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ อ.เวียงสา วัดได้ 16.40 มิลลิเมตร ตามข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)
ขณะเดียวกัน จากการประสานงานกับหัวหน้าสำนักงาน ปภ.จังหวัดน่าน ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่าระดับน้ำในแม่น้ำน่านในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และ อ.ภูเพียง อาจขึ้นถึงระดับตลิ่งประมาณ 7 เมตร ในเวลาประมาณ 17.00 น. วันนี้ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่มีพนังกั้นน้ำซึ่งมีความสูงกว่าระดับตลิ่งเดิมประมาณ 1.50 เมตร จึงคาดว่าจะช่วยรองรับระดับน้ำและลดผลกระทบ โดยอาจมีน้ำล้นเข้าท่วมเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์และประเมินแนวโน้มระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ได้กำชับ ปภ.จังหวัดน่าน ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคน เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็น หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ให้สามารถยกระดับมาตรการและเข้าดำเนินการได้ทันที
“ขอให้พี่น้องประชาชนจังหวัดน่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้เตรียมยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด และดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ หากได้รับการแจ้งเตือนหรือคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” นายเจเศรษฐ์กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า การบริหารสถานการณ์จะดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและการประเมินระดับความเสี่ยงในพื้นที่ เพื่อให้มาตรการที่ออกมามีความเหมาะสม ตรงกับสถานการณ์ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด โดยขณะนี้ทุกหน่วยงานยังคงติดตามระดับน้ำและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็น หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงสามารถยกระดับการดำเนินการได้ทันที
“สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยเตรียมพร้อม วันนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เราพร้อมยกระดับมาตรการและเข้าดูแลพี่น้องประชาชนทันที เพื่อให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัย”
ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดน่าน ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง และขอให้มั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ซึ่งขณะนี้ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และทรัพยากรให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว หน่วยงานในพื้นที่ได้เข้าช่วยเหลือเบื้องต้น และจะเร่งประเมินความเสียหายและความต้องการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามสถานการณ์
:: “เจเศรษฐ์” สั่ง ปภ. เฝ้าระวังแม่น้ำโขง 5 จังหวัด เตรียมเครื่องสูบน้ำ-เครื่องจักรกลฯ รับมือ 24 ชม. หวั่นล้นตลิ่ง 10-14 ส.ค. ::
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้กำชับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร และนครพนม ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าอาจเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำช่วงวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานทันทีหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติคือ “การเตือนภัยให้ประชาชนรู้ก่อน” เพราะเมื่อประชาชนมีข้อมูลที่รวดเร็วและเพียงพอ จะสามารถเตรียมตัว ขนย้ายสิ่งของ และวางแผนการเดินทางหรือการดำเนินชีวิตได้อย่างทันท่วงที โดย ปภ. จะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และหากพบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จะเร่งแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด รวมถึงการใช้ ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนภัยตรงถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่านจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และช่องทางสื่อสารของภาครัฐ
“เราไม่ได้รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้อง เฝ้าระวัง เตือนภัย และเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ระบบแจ้งเตือนต้องทำงานให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีเวลาตั้งรับและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความสับสนของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น กับสถานการณ์น้ำแล้งในบางพื้นที่เป็นคนละประเด็นกัน การที่แม่น้ำโขงมีระดับน้ำสูงขึ้นในช่วงนี้สะท้อนความเสี่ยงด้านน้ำหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะที่สถานการณ์น้ำแล้งและปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่อื่นยังจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการตามสภาพพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนยึดข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
สำหรับการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ ขณะนี้ ปภ. ได้ปฏิบัติภารกิจ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและสูบพร่องน้ำจากท่อระบายน้ำลงสู่ลำน้ำโขง ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับหากมีฝนตกหนักซ้ำในช่วงคืนนี้ พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ให้สามารถเข้าดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลให้ความสำคัญกับ การป้องกันก่อนเกิดเหตุและการเตือนภัยที่เข้าถึงประชาชน ทุกหน่วยต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือน ไปจนถึงการเข้าช่วยเหลือ และการฟื้นฟู โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดคือให้ประชาชนปลอดภัยและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว