ในอดีต คาร์ลอส นุซมัน คือบุคคลที่ทรงคุณค่าของวงการวอลเลย์บอลบราซิล และผู้ผลักดันให้อเมริกาใต้ได้สัมผัสการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งนี้ แต่ปัจจุบัน เจ้าตัวคือส่วนหนึ่งของด้านมืดทั้งในวงการกีฬา และเหล่าผู้มีอิทธิพลที่ใช้อำนาจในทางมิชอบของบราซิล

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

Highlights

  • หลังถูกบุกจับกุมตัวพร้อมหลักฐานบางส่วนตั้งแต่ปี 2017 ในที่สุด ศาลในบราซิลก็มีคำสั่งตัดสินให้ คาร์ลอส นุซมัน อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิกบราซิล มีความผิดจริง และต้องรับโทษจำคุก 30 ปี
  • คำให้การของพยานและหลักฐานต่าง ๆ ที่ถูกเปิดเผยออกมา แสดงให้เห็นว่าการล็อบบี้ และให้สินบนแก่คณะกรรมการโอลิมปิก เพื่อคัดเลือกเจ้าภาพการแข่งขัน ซึ่งเชื่อมโยงกับผลประโยชน์มหาศาล มีจริง และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
  • ขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นว่ามีผู้มีอิทธิพลมากมายที่โยงใยอยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ ขึ้นกับว่าจะสามารถสาวไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในของบราซิลเอง หรือแม้แต่ ไอโอซี 

---------------------

          โอลิมปิกเกมส์ ถือกำเนิดขึ้นในฐานะมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ แต่เบื้องหลังการแข่งขันกีฬาที่ยิ่ใหญ่ที่สุดของโลกกลับเต็มไปด้วยความฉ้อฉลของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขัน หรือแม้แต่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี)

 

          รีโอเกมส์ ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 2016 คือกรณีล่าสุดที่ตอกย้ำถึงปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และน่าจะยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นโอลิมปิกเกมส์ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องเหล่านี้

 

          ล่าสุด คาร์ลอส อาร์เธอร์ นุซมัน อดีตประธานคณะกรรมการโอลิมปิกของบราซิล และประธานจัดการแข่งขัน รีโอเกมส์ ก็เพิ่งถูกศาลตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 30 ปี ในหลายข้อหา ทั้งฟอกเงิน เลี่ยงภาษี ทุจริต หรือแม้แต่มีส่วนพัวพันกับองค์กรอาชญากรรม

 

          และหนึ่งในข้อหานั้น ก็มีเรื่องของการติดสินบนคณะกรรมการของไอโอซี เพื่อให้ลงคะแนนเลือก รีโอ เดอ จาเนโร เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2016 เหนือคู่แข่งอย่าง ชิคาโก โตเกียว และ มาดริด ด้วย

ย้อนรอย รีโอเกมส์
(โอลิมปิกครั้งประวัติศาสตร์ ที่เต็มไปด้วยเบื้องหลังอันอื้อฉาว / ภาพจาก Sports Illustrated)           ความสำคัญของ รีโอ 2016 คือการเป็นครั้งแรกที่เมืองในทวีปอเมริกาใต้ ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน

 

          ย้อนกลับไปในการคัดเลือกนั้น รีโอ เดอ จาเนโร เป็นหนึ่งใน 7 เมืองที่เสนอชื่อต่อ ไอโอซี เพื่อขอจัดโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ ในปี 2016 ก่อนจะผ่านเข้ารอบสุดท้าย ร่วมกับ มาดริด (สเปน) ชิคาโก (สหรัฐฯ) และ โตเกียว (ญี่ปุ่น)

 

          ก่อนจะมีการประกาศผลว่า รีโอ เดอ จาเนโร ได้รับเลือก ในวันที่ 2 ตุลาคม 2009 ในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกสากล สมัยที่ 121 ที่กรุงโคเปนเฮเกน โดยได้คะแนนเสียงเหนือ มาดริด ในการโหวตรอบสุดท้าย 66-32

 

          แม้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพของบราซิลจะถูกตั้งคำถามมากมาย ในการเตรียมจัดการแข่งขัน เพราะระหว่างนั้น ประเทศกำลังประสบปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง รวมถึงการระบาดของไวรัสซิกา ฯลฯ

 

          แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยไม่เกิดเหตุร้ายใด ๆ ขึ้น กระทั่งหลังจากนั้น ข่าวคราวในเชิงลบที่ถูกซุกไว้ใต้พรมก็ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยออกมา
 

จากคดีสารกระตุ้นซัดทอดถึงสินบน

(ลามีน ดิยัค อดีตประธาน ไอเอเอเอฟ ผู้เชื่อมโยงกับทั้งคดีปกปิดข้อมูลการใช้สารกระตุ้น และสินบนใน ไอโอซี / ภาพเอเอฟพี)

          เหตุเกิดขึ้นเมื่อบริษัทที่ปรึกษา Black Tidings ถูกเปิดโปงว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปกปิดการใช้สารกระตุ้นในหมู่นักกีฬา

 

          และเมื่อสาวไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเจ้าของบริษัทดังกล่าว คือ ลามีน ดิยัค อดีตประธานสหพันธ์สมาคมกรีฑานานชาติ หรือ ไอเอเอเอฟ และลูกชาย ปาปา มาสซาตา ดิยัค อดีตผู้บริหารฝ่ายการตลาดของไอเอเอฟ

 

          ในระหว่างการพิจารณาคดีของทั้งคู่ที่กรุงปารีส ก็มีการเปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมว่า Black Tidings นั้นเกี่ยวกับกับประเด็นการล็อบบี้และติดสินบนในหมู่คณะกรรมการกีฬาด้วย

 

          ในเวลาไล่เลี่ยกัน แซร์โจ กาบราล อดีตผู้ว่าการนครรีโอ เดอ จาเนโร ให้การยอมรับระหว่างการพิจารณาคดี ว่าได้จ่ายเงิน 2 ล้านดอลลาร์ ในการประชุมเลือกเจ้าภาพโอลิมปิกตาที่ถูกกล่าวหา

          พร้อมซัดทอดต่อไปถึงบุคคลอีกหลายราย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งพ่อลูก ดิยัค, นุซมัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานโอลิมปิกบราซิล อาเธอร์ ซัวเรส นักธุรกิจซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตน และเป็นผู้จ่ายเงินก้อนดังกล่าว หรือแม้แต่ ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อดีตประธานาธิบดีบราซิลด้วย

 

          กาบราล ให้ข้อมูลว่าจ่ายเงินสินบนก้อนดังกล่าวไป เพื่อล็อบบี้คะแนนเสียงของคณะกรรมการ 9 รายจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งสิ้น 95 คน

 

          และ 2 ในนั้น มีชื่อของตำนานของวงการกีฬาอย่าง เซอร์เก บุบกา อดีตสุดยอดนักค้ำถ่อชาวยูเครน และ อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ อดีตนักว่ายน้ำระดับตำนานของรัสเซีย รวมอยู่ด้วย แม้ทั้งคู่จะยืนกรานปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นก็ตาม

 

หลักฐานที่ถูกเปิดเผย
          ในการพิจารณาคดีของ นุซมัน มีการเปิดเผยหลักฐานอื่น ๆ ที่อาจขยายไปสู่เรื่องอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังอีกก็ได้

 

          เช่น คำให้การของ กาบราล ที่ยืนยันว่า นุซมัน คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

 

          นุซมัน ติดต่อหาอดีตผู้ว่าการนครรีโอ ก่อนการโหวตหลายเดือน เพื่อบอกว่า ดิยัค คนพ่อ ซึ่งขณะนั้นเป็นประธาน ไอเอเอเอฟ สามารถการันตีเสียงโหวตให้ได้อย่างน้อย 5-6 เสียง แลกกับเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์

 

          ก่อนจะมีการติดต่อมาอีกครั้งว่า สามารถหาคะแนนเสียงเพิ่มได้อีก 3 เสียง แลกกับเงิน 5 แสนดอลลาร์

 

          ยังมีอีเมลโต้ตอบกันระหว่างคนของโอลิมปิกบราซิล กับ ดิยัค คนลูก ซี่ง CC ถึง นุซมัน และ เลโอนาร์โด กรายเนอร์ อดีตผู้อำนวยการทั่วไปของ รีโอ 2016 พูดคุยถึงรายละเอียดในการโอนเงินดังกล่าว ไปยังบัญชีที่อยู่ในดาการ์หรือมอสโก

 

อดีตวีรบุรุษของชาติ สู่มาเฟียวงการกีฬา
(โธมัส บาค ประธานไอโอซี และ คาร์ลอส นุซมัน / ภาพจาก IOC)

          องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ นุซมัน มีอำนาจและคอนเนกชั่นมากพอจะเรียกสินบนจากผู้บริหารระดับสูง และโน้มน้าวบรรดาคณะกรรมการของไอโอซีได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัวอยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกของบราซิล มานานถึง 22 ปี

 

          ในอดีต นุซมัน คือหนึ่งในสมาชิกทีมวอลเลย์บอลชายของบราซิล ในโอลิมปิก ฤดูร้อน 1964 และเมื่อเลิกเล่น ก็เข้ารับตำแหน่งในสมาพันธ์วอลเลย์บอลบราซิล (ซีบีวี) และก้าวขึ้นเป็นประธานในที่สุด และอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวนานถึง 20 ปี

 

          นุซมัน ได้รับการยกย่องอย่างมาก เพราะระหว่างปี 1975-1995 ที่เจ้าตัวเป็นประธานของซีบีวีนั้น ถือเป็นยุคของวงการวอลเลย์บราซิลก็ว่าได้ ทั้งเหรียญทองโอลิมปิก 1992 แชมป์เวิลด์ลีก 1993 จากทีมชาย และแชมป์โลกกับแชมป์เวิลด์กรังด์ปรีซ์ของทีมหญิงในปี 1994

 

          รากฐานที่ นุซมัน วางไว้ให้กับซีบีอี ยังมีบทบาทในการวางรากฐานไว้สำหรับนักกีฬารุ่นต่อ ๆ มา จนทีมวอลเลย์บอลทั้งชายและหญิงของบราซิล ยังอยู่บนแถวหน้าของโลกจนถึงปัจจุบัน

 

          นั่นทำให้เจ้าตัวได้รับการเสนอชื่อขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกบราซิล และประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน รีโอ เกมส์ ในเวลาต่อมา

 

          แม้ก่อนถูกจับกุม นุซมัน จะมีภาพลักษณ์เป็นวีรบุรุษในสายตาคนทั่วไป แต่ก็มีหลายรายที่พยายามจะขุดคุ้ยเบื้องหลังเพื่อเปิดโปงเจ้าตัวเช่นกัน

 

          หนึ่งในนั้นคือ เอริค เมลสัน "บิดาแห่งกีฬาฤดูหนาวของบราซิล" ซึ่งถูกบีบพ้นจากตำแหน่งประธานสมาพันธ์กีฬาฤดูหนาวบราซิลที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้น ในปี 2013 จากความพยายามคัดค้านเรื่องที่ นุซมัน จะควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกบราซิล และประธานจัดการแข่งขัน รีโอ เกมส์ เพราะมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน

 

          แต่สิ่งที่ เมลสัน พยายามจะสื่อแทบไม่ได้รับความสนใจจาก โธมัส บาค และไอโอซีเลย กระทั่งคดีของสองพ่อลูกดิยัค ถูกสาวมาถึง นุซมัน ในเวลาต่อมา

 

ด้านมืดที่ถูกมองข้าม
(ชีวิตของผู้คนใน รีโอ เดอ จาเนโร ยังยากลำบากเช่นเดิม หลังโอลิมปิก 2016 / ภาพโดย Tariq Zaidi / BBC)

          คดีของ นุซมัน อาจยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ข้อสรุป เพราะหลังทราบผลการพิจารณาคดี ทนายของ นุซมัน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว และน่าจะทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปอีก

 

          และเมื่อมองย้อนกลับไปที่การเตรียมเป็นเจ้าภาพของ รีโอ เดอ จาเนโร ในครั้งนั้น เราจะพบว่าคดีของ นุซมัน เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของการคอร์รัปชันในบราซิลเท่านั้น

 

          กาบราล อดีตผู้ว่ารีโอ ซึ่งซัดทอดมาถึง นุซมัน ยังมีคดีอื่น ๆ ติดตัว รวมโทษแล้วกว่า 200 ปี เพราะพัวพันกับการติดสินบนอื่น ในเรื่องการก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬามาราคานา และรถไฟใต้ดินสายใหม่ ซึ่งใช้บงประมาณเกินกว่าที่เสนอไว้

 

          เช่นเดียวกับชื่อของ คาร์ลอส คาร์วัลโญ มหาเศรษฐีของประเทศ และ Odebrecht ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

 

          ที่สุดท้ายแผนงานเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชากรส่วนใหญ่ใน รีโอ เดอ จาเนโร อย่างที่ประกาศไว้ในทีแรก ขณะที่เม็ดเงินมหาศาลในโครงการก็ตกอยู่กับบรรดากลุ่มผู้มีอิทธิพลเช่นเดิม

 

          ขณะที่ในฝั่งวงการกีฬา ก็ยังมีด้านมืดและผู้มีอิทธิพลอีกมากที่รอวันถูกเปิดโปงอีกมาก เมื่อมีหลักฐานจากหลายฝ่ายระบุตรงกันว่า ดิยัค คนลูกนั้นมีส่วนพัวพันกับการเลือกโตเกียวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในครั้งถัดมาด้วย...

--------------------

Source