Metacast เครื่องมือสู่โลกเมตาเวิร์ส
มัวร์ เล่าว่าตอนที่ลงจากตำแหน่งซีอีโอของ ลิเวอร์พูล เขาวางแผนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ซานตา บาร์บารา ในสหรัฐฯ
แต่แล้วคนที่ Unity ก็ติดต่อมาพร้อมกับนำเสนอไอเดีย Metacast ให้เขารับฟัง มัวร์ ตัดสินใจพักแผนเกษียณไว้ก่อน เพราะมั่นใจว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งวงการกีฬาและบันเทิง
หนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของเทคโนโลยี Metacast ที่ถูกเปิดเผยออกมาคือฟุตเทจการปะทะกันบนเวทีUFC ระหว่าง จอร์จส แซงต์-ปิแอร์ กับ เควิน ลี ที่ดูเหมือนเหตุการณ์จริง
แต่จริง ๆ แล้วคลิปดังกล่าว เป็นภาพ 3 มิติที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดจากจุดข้อมูล (data points) นับล้าน ๆ จุด ที่สามารถเปลี่ยนเป็นมุมมองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสโลว์ หรือมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งกล้องวิดีโอธรรมดาไม่สามารถทำได้
มัวร์ อธิบายถึงวิธี volumetric capture ซึ่งใช้สร้างภาพเหล่านี้ขึ้น ว่าเริ่มต้นโดยใช้กล้องอินฟราเรดเก็บข้อมูลจากนักกีฬา และใช้เทคโนโลยีของ Unity ในการประมวลผลเพื่อเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นเป็นภาพ 3 มิติที่สามารถแสดงผลได้แบบเรียลไทม์
อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาจนใช้งานได้จริง จะนำไปสู่ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด
ผู้บรรยายหรือผู้ชมสามารถเลือกที่จะชะลอ หยุด หรือเปลี่ยนมุม จังหวะเทกตัวขึ้นโหม่งของ คริสเตียโน โรนัลโด ในระหว่างการถ่ายทอดสดได้
ขณะที่นักวิเคราะห์หรือสตาฟฟ์โค้ช ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อหาทางรับมือ ปรับปรุงการเล่นของนักเตะให้ดีขึ้นได้ ทั้งในระหว่างการซ้อม หรือแม้แต่การแก้เกมในสนาม
ส่วนในแง่การตลาด ก็อาจหยุดและซูมไปที่รองเท้าของ โรนัลโด พร้อมกับคลิกเพื่อสั่งซื้อ ณ เวลานั้นได้ทันที
มัวร์ อธิบายว่าปัจจุบันงบโฆษณาในอุตสาหกรรมวิดีโอเกมนั้นถือว่าสูงมากแล้ว แต่ยังเทียบไม่ได้กับวงการกีฬาที่มีเม็ดเงินเฉพาะส่วนนี้หมุนเวียน ระหว่าง 40,000-60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว
สิ่งที่เขากับ Unity พยายามทำคือผสมผสานโลกของวิดีโอเกมกับโลกจริงของวงการกีฬาให้ได้ด้วยเทคโนโลยีนี้
ในแง่ของการจัดการถ่ายทอดสดในอนาคต ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย นั่นแปลว่ากล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดสดอาจจะมีจำนวนน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และคมชัดขึ้น
เทคโนโลยีที่ก้าวไม่ทันจินตนาการ
แต่ความท้าทายที่จินตนาการของ มัวร์ ต้องก้าวข้ามไปให้ ก็คือข้อจำกัดในด้านเทคโนโลยี และการนำสิ่งใหม่ ๆ มาใช้งานจริงในวงการกีฬา
เพราะการเก็บข้อมูลของนักกีฬา UFC บนเวทีแค่สองคนนั้นง่ายกว่าฟุตบอลหรือรักบี้ ซี่งมีคนในสนามเกือบ 30 คนมากนัก แต่ มัวร์ ก็เชื่อว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีถ่ายทอดสด ก็จะมีมากขึ้น
"เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดนั้นพัฒนาไปช้ามาก ทุกอย่างยังเป็น 2 มิติ ขณะที่วิดีโอเกมนั้นก้าวหน้าไปมาก เราคิดถึงเมตาเวิร์ส เราคิดถึงดิจิทัลทวิน ทุกอย่างเป็น 3 มิติหมดแล้ว"
"วันหนึ่ง ขณะคุณกำลังนั่งยานยนต์อัตโนมัติกลับบ้าน คุณก็แค่เปิดจอ OLED บนรถเพื่อดูการถ่ายทอดสด พอกลับถึงบ้าน คุณก็อาจจะนั่งดูแมตช์นั้นต่อจากโต๊ะกาแฟที่ห้องนั่งเล่น"
"ไม่ใช่แค่แมตช์แข่งขัน ผมยังคิดไปถึงคอนเสิร์ต ที่ไม่ได้แค่ถ่ายทอดบนเวทีเท่านั้น แต่ยังฉายภาพเมืองทั้งเมืองที่คอนเสิร์ตนั้นเล่น โดยใช้ประโยชน์จากทั้ง AR, VR และมิกซ์เรียลิตี้ เพื่อให้ประสบการณ์ในการรับชมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน"
--------------------
Source