แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายคนอาจไม่รู้ว่าก่อนมารับตำแหน่งซีอีโอสโมสร ปีเตอร์ มัวร์ คือหนึ่งในตำนานของอุตสาหกรรมเกม ด้วยผลงานที่สร้างขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี และในอนาคตอันใกล้ มัวร์ อาจเป็นผู้เชื่อมโยงโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังพัฒนาขึ้นตามแนวคิดเมตาเวิร์ส

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

Highlights

  • เมตาเวิร์ส กลายเป็นคำฮิตติดปากคนทั่วโลก เมื่อ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก อธิบายแนวคิดในการเปลี่ยนโลกอินเทอร์เน็ตไปสู่อีกระดับของประสบการณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้
  • แนวคิดดังกล่าว พร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ Unity ผู้พัฒนาเอนจินสำหรับเกมกำลังสร้างขึ้น ก็ทำให้ ปีเตอร์ มัวร์ ซึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งซีอีโอ ลิเวอร์พูล เพื่อพักผ่อน ต้องตัดสินใจกลับมาทำงานอีกครั้ง
  • Metacast คือเทคโนโลยีนั้น ซี่ง มัวร์ เชื่อว่ามันจะเป็นสะพานเชื่อมโลกกีฬาไปสู่เมตาเวิร์ส และพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันไปสู่ประสบการณ์แบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

--------------------
          ถามแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ คงจดจำ ปีเตอร์ มัวร์ ได้จากบทบาทอดีตซีอีโอของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

 

          แต่ในอุตสาหกรรมเกม สถานะของ มัวร์ อาจจะยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ทั้งในฐานะผู้บริหารค่ายเกมและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้ง Microsoft, Sega รวมถึง Electronic Arts ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ

 

          หลังมีส่วนสำคัญในการนำ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นหนแรกในรอบ 30 ปี มัวร์ ตัดสินใจลงจากตำแหน่งเพื่อพักผ่อน

 

          แต่จากนั้นไม่นาน เจ้าตัวก็กลับมาทำงานอีกครั้ง ในอุตสาหกรรมเดิมที่คุ้นเคย ในตำแหน่งรองประธานอาวุโสของ Unity ผู้พัฒนาเอนจินสำหรับพัฒนาวิดีโอเกม และบอร์ดบริหารของ Nifty Games ด้วยเป้าหมายที่ต่างไปจากเดิม

 

          "ผมไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเกมโดยตรงอีกแล้ว บทบาทของผมตอนนี้อยู่ฝั่งผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเกม และกำลังผลักดันมันไปสู่วงการกีฬา"

Unity คืออะไร?
(จากเอนจินสร้างวิดีโอเกม ปัจจุบัน Unity ขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย / ภาพจาก varteq)

          Unity คือเอนจินสำหรับพัฒนาวิดีโอเกมแบบข้ามแพลตฟอร์ม

 

          แม้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่จากข้อมูล เมื่อปี 2020 มีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ซึ่งสร้างจาก Unity มากถึง 5,000 ล้านครั้งต่อเดือน หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเกมทั้งหมดบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งคอนโซล พีซี และสมาร์ทโฟน

 

          นั่นแปลว่าไม่คุณก็คนใกล้ตัว อาจจะเคยเล่นเกมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบหรือพัฒนาโดย Unity มาบ้างแล้ว

 

          เพราะในปัจจุบัน การใช้งาน Unity ขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่าง ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม รถยนต์ และการก่อสร้างแล้ว

 

          และสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นกับวงการกีฬาด้วย Metacast เอนจิน 3 มิติตัวใหม่ ซึ่งทาง Unity กำลังพัฒนาขึ้น ซึ่งจะมีส่วนปฏิวัติวงการกีฬาในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านโปรดักชั่น การมีส่วนร่วม การรับชม หรือแม้แต่การสร้างรายได้ ในโลก 'เมตาเวิร์ส' ที่ Facebook, Microsoft และยักษ์ใหญ่อื่น ๆ กำลังผลักดันให้เกิดขึ้น

 

เมตาเวิร์ส ในทรรศนะ ปีเตอร์ มัวร์
(เมตาเวิร์สของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คืออินเทอร์เน็ตที่มีตัวตน /ภาพจาก Meta)           เมตาเวิร์ส (Metaverse) ในมุมของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook นั้นเป็นมากกว่าแค่ความจริงเสมือน (Virtual Reality) แต่เป็นโลกอินเทอร์เน็ตที่มีตัวตน embodied internet)

 

          คือไม่ใช่แค่เข้าไปดูคอนเทนต์เฉย ๆ แบบ 2D ในปัจจุบัน แต่เข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมได้ ขณะที่ VR ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะนำไปถึงจุดดังกล่าวเท่านั้น

 

          แล้วในทรรศนะของ มัวร์ 'เมตาเวิร์ส' คืออะไร?

 

          อดีตซีอีโอลิเวอร์พูลรับว่า ณ ปัจจุบัน การตีความคำว่าเมตาเวิร์สยังต่างกันไปในแต่ละคน

 

          แต่ในมุมของคนที่ Unity โลกเรากำลังเปลี่ยนผ่านสู่เมตาเวิร์สอย่างช้า ๆ เพื่อมุ่งสู่จุดที่ทุกสิ่งบนโลกจะมีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอย่าง AR, VR, Mixed Realtiy หรือแม้แต่บล็อกเชน และคริปโตเคอร์เรนซีเข้าด้วยกัน

 

          "มันจะส่งผลกับทุกอย่างที่เราเห็น ที่เราตอบสนอง หรือแม้แต่สิ่งที่เราจ่ายเงินซื้อ"

Metacast เครื่องมือสู่โลกเมตาเวิร์ส
(ภาพตัวอย่างจาก Metacast เทคโนโลยีที่ Unity กำลังพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงโลกกีฬากับเมตาเวิร์ส / ภาพจาก Unity)

          มัวร์ เล่าว่าตอนที่ลงจากตำแหน่งซีอีโอของ ลิเวอร์พูล เขาวางแผนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ซานตา บาร์บารา ในสหรัฐฯ

 

          แต่แล้วคนที่ Unity ก็ติดต่อมาพร้อมกับนำเสนอไอเดีย Metacast ให้เขารับฟัง มัวร์ ตัดสินใจพักแผนเกษียณไว้ก่อน เพราะมั่นใจว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งวงการกีฬาและบันเทิง

 

          หนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของเทคโนโลยี Metacast ที่ถูกเปิดเผยออกมาคือฟุตเทจการปะทะกันบนเวทีUFC ระหว่าง จอร์จส แซงต์-ปิแอร์ กับ เควิน ลี ที่ดูเหมือนเหตุการณ์จริง

 

          แต่จริง ๆ แล้วคลิปดังกล่าว เป็นภาพ 3 มิติที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดจากจุดข้อมูล (data points) นับล้าน ๆ จุด ที่สามารถเปลี่ยนเป็นมุมมองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสโลว์ หรือมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งกล้องวิดีโอธรรมดาไม่สามารถทำได้

 

          มัวร์ อธิบายถึงวิธี volumetric capture ซึ่งใช้สร้างภาพเหล่านี้ขึ้น ว่าเริ่มต้นโดยใช้กล้องอินฟราเรดเก็บข้อมูลจากนักกีฬา และใช้เทคโนโลยีของ Unity ในการประมวลผลเพื่อเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นเป็นภาพ 3 มิติที่สามารถแสดงผลได้แบบเรียลไทม์

 

          อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาจนใช้งานได้จริง จะนำไปสู่ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

 

          ผู้บรรยายหรือผู้ชมสามารถเลือกที่จะชะลอ หยุด หรือเปลี่ยนมุม จังหวะเทกตัวขึ้นโหม่งของ คริสเตียโน โรนัลโด ในระหว่างการถ่ายทอดสดได้

 

          ขณะที่นักวิเคราะห์หรือสตาฟฟ์โค้ช ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อหาทางรับมือ ปรับปรุงการเล่นของนักเตะให้ดีขึ้นได้ ทั้งในระหว่างการซ้อม หรือแม้แต่การแก้เกมในสนาม

 

          ส่วนในแง่การตลาด ก็อาจหยุดและซูมไปที่รองเท้าของ โรนัลโด พร้อมกับคลิกเพื่อสั่งซื้อ ณ เวลานั้นได้ทันที

 

          มัวร์ อธิบายว่าปัจจุบันงบโฆษณาในอุตสาหกรรมวิดีโอเกมนั้นถือว่าสูงมากแล้ว แต่ยังเทียบไม่ได้กับวงการกีฬาที่มีเม็ดเงินเฉพาะส่วนนี้หมุนเวียน ระหว่าง 40,000-60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

 

          สิ่งที่เขากับ Unity พยายามทำคือผสมผสานโลกของวิดีโอเกมกับโลกจริงของวงการกีฬาให้ได้ด้วยเทคโนโลยีนี้

 

          ในแง่ของการจัดการถ่ายทอดสดในอนาคต ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย นั่นแปลว่ากล้องที่ใช้ในการถ่ายทอดสดอาจจะมีจำนวนน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และคมชัดขึ้น

 

เทคโนโลยีที่ก้าวไม่ทันจินตนาการ
(มัวร์ นำความสำเร็จใหญ่ในรอบ 30 ปี มาสู่ ลิเวอร์พูล และในอนาคตอาจสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ด้วยการเชื่อมโลกกีฬาไปสู่มิติใหม่ ๆ / ภาพจาก Getty Images)

          แต่ความท้าทายที่จินตนาการของ มัวร์ ต้องก้าวข้ามไปให้ ก็คือข้อจำกัดในด้านเทคโนโลยี และการนำสิ่งใหม่ ๆ มาใช้งานจริงในวงการกีฬา

 

          เพราะการเก็บข้อมูลของนักกีฬา UFC บนเวทีแค่สองคนนั้นง่ายกว่าฟุตบอลหรือรักบี้ ซี่งมีคนในสนามเกือบ 30 คนมากนัก แต่ มัวร์ ก็เชื่อว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีถ่ายทอดสด ก็จะมีมากขึ้น

 

          "เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดนั้นพัฒนาไปช้ามาก ทุกอย่างยังเป็น 2 มิติ ขณะที่วิดีโอเกมนั้นก้าวหน้าไปมาก เราคิดถึงเมตาเวิร์ส เราคิดถึงดิจิทัลทวิน ทุกอย่างเป็น 3 มิติหมดแล้ว"

 

          "วันหนึ่ง ขณะคุณกำลังนั่งยานยนต์อัตโนมัติกลับบ้าน คุณก็แค่เปิดจอ OLED บนรถเพื่อดูการถ่ายทอดสด พอกลับถึงบ้าน คุณก็อาจจะนั่งดูแมตช์นั้นต่อจากโต๊ะกาแฟที่ห้องนั่งเล่น"

 

          "ไม่ใช่แค่แมตช์แข่งขัน ผมยังคิดไปถึงคอนเสิร์ต ที่ไม่ได้แค่ถ่ายทอดบนเวทีเท่านั้น แต่ยังฉายภาพเมืองทั้งเมืองที่คอนเสิร์ตนั้นเล่น โดยใช้ประโยชน์จากทั้ง AR, VR และมิกซ์เรียลิตี้ เพื่อให้ประสบการณ์ในการรับชมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน"

--------------------

Source