Google เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Google Pixel 6 ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล SoC ที่ออกแบบเองอย่าง Google Tensor ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI ในอุปกรณ์อัจฉริยะยุคใหม่ทิ้งให้ Qualcomm เจ้าเก่าต้องเหงาหงอยกันไป

Highlights:

  • Pixel เป็นสมาร์ทโฟน Pure Android จาก Google ที่พัฒนาขึ้นเอง มีความเสถียรสูง
  • ไม่มีการจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยมีแต่เครื่องหิ้ว
  • Google ตัดสินใจใช้ชิปที่พัฒนาเองอย่าง Tensor แทนที่ Snapdragon ซึ่งเป็นซีรีย์เรือธงในตลาด
  • จุดเด่นของ Google Tensor อยู่ที่การใช้ AI และ ML ในการทำงาน
  • มีระบบความปลอดภัยทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใน SoC
  • ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Apple ให้ความสำคัญกับชิปประมวลผลยุคใหม่ที่ต้องรองรับการใช้งาน AI
  • การใช้ AI กับสมาร์ทโฟนจะลดภาระด้านฮาร์ดแวร์ที่ใช้รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ของอุปกรณ์ได้อย่างมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลที่ใช้

--------------------

          กลางดึกวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาในเวลาของประเทศไทย Google ได้เปิดตัวสมาร์โฟนเรือธงรุ่นใหม่ของตัวเองอย่าง Google Pixel 6 ที่มาพร้อมกับดีไซน์เรียบ ๆ แต่อ่อนหวานน่าดึงดูด และสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ใช้งานยิ่งกว่าใครเลย คือ Google Tensor ชิปรุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบและปรับแต่งโดย Google เอง 


          อุณหภูมิในตลาดการแข่งขันสำหรับอุปกรณ์พกพานั้นร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แบรนด์ยักษ์ใหญ่ชื่อก้องโลกต่างหันมาใช้ชิปที่ผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งต้องบอกว่าคลื่นลูกแรกที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นั้นมาจาก Apple ที่หันมาผลิตชิปใช้เอง แม้ว่า Samsung จะเป็นรายแรกที่อาจหาญก้าวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ผลลัพธ์ของ Apple ที่เกิดขึ้นจากชิป M1 ที่มีพื้นฐานจากสถาปัตยกรรม ARM เหมือนกันนั้นกลับแทบพลิกโลกทั้งใบเมื่อชิปดังกล่าวถูกใช้ทั้งในอุปกรณ์พกพาอย่าง iPad Pro และคอมพิวเตอร์รุ่นสำหรับมือโปรอย่างตระกูล Mac ซึ่งสามารถเอาชนะสถาปัตยกรรม X86 ได้ในการใช้งานอย่างไม่เห็นฝุ่น ไม่ว่าจะงานตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K ขึ้นไป 

          การรันระบบที่มีความซับซ้อนหนักหน่วงต่อการทำงานเครื่องก็ทำได้อย่างดี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ทำเอาเจ้าตลาดอย่าง Intel หน้าชาไปไม่น้อยเช่นกัน

Google Tensor ชิปหน้าใหม่จัดเต็ม AI ใส่ในสมาร์ทโฟน

จากชิปเรือธงเพื่อคนหมู่มากสู่การปรับแต่งเพื่อกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่
          สาย IT และผู้รักเทคโนโลยีต่างรู้กันดีว่า Snapdragon จาก Qualcomm นั้นเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชิปที่มีอยู่มากมายหลายแบรนด์ในตลาดอุปกรณ์พกพา ซึ่ง Android รุ่นเรือธงต่าง ๆ ก็จะใช้ชิป Snapdragon ตัวท็อปของรุ่นประกบกับฟีเจอร์เด่นของตัวเองกันทั้งนั้น แต่ในการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Android รุ่นล่าสุดจากผู้พัฒนาหลักอย่าง Google เองกลับทิ้ง Snapdragon และหันมาพัฒนาชิปของตัวเองซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Apple เป๊ะ ๆ 

 

          เหตุผลจริง ๆ ในการเปลี่ยนสมองกลตัวสำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนอาจจะไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างจริงจังในพื้นที่สาธารณะ แต่มีการคาดการณ์กันว่าอาจเป็นเพราะ Qualcomm ไม่สามารถอัพเดทระบบความปลอดภัยได้ยาวนานเท่าที่ Google ต้องการ ในขณะที่ส่วนใหญ่มุ่งไปที่แนวทางในอนาคตของ Pixel ที่ให้ความสำคัญกับ Machine Learning ในฐานะคุณค่าสำคัญของอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคต่อ ๆ ไป 

 

          การที่แบรนด์ใหญ่เองเริ่มออกแบบและใช้งานชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ของตัวเองนั้นย่อมหมายถึงทิศทางที่ชัดเจนของตัวผลิตภัณฑ์ เพราะการออกแบบด้วยตัวเองสามารถปรับแต่งค่าการทำงานต่าง ๆ และออกแบบ Ecosystem ที่มีความเสถียรสูงได้เป็นอย่างดี หมดปัญหาเรื่องการปรับจูนระบบเข้าด้วยกันไม่ว่าจะฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์เพราะถูกออกแบบภาพรวมในแต่ละส่วนร่วมกันตั้งแต่ต้น 

          แต่หากดูภาพรวมดี ๆ แล้ว ทั้ง Apple และ Google ต่างหันมาใช้ชิปที่มีความสามารถของ AI กันทั้งสิ้น โดย Apple ใช้ Neural Engine ในขณะที่ Google ใช้ ML นั่นหมายความว่าตัวชิปประวลผลของทั้งคู่จะมีความฉลาดในการทำงานระดับสูง มีการเรียนรู้และแชร์ข้อมูลผ่าน Big Data จากพฤติกรรมการใช้งานจากทั้งสองแบรนด์ ซึ่งสิ่งนี้ Qualcomm ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตชิปแต่ไม่มีฐานข้อมูลเพียงพอที่จะผลักดันให้ใช้งานประสบการณ์เหล่านี้ได้ เหตุผลในการย้ายค่ายของทั้งสองยักษ์ใหญ่หลัก ๆ ที่เห็นตรงกันจึงเป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดมหึมาที่ตัวเองมีกันทั้งคู่

 

          และภายใต้เงื่อนไขของข้อมูลที่แตกต่างกัน พฤติกรรมกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ชิปที่จะรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่มี Personality ที่แตกต่างกันเหล่านี้ต้องเป็นชิปที่ถูกปรับแต่งมาเพื่อลักษณะของกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าการทำไมการออกแบบชิปประมวลผลรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้นกับค่ายยักษ์ใหญ่ทั้งสอง

 

Why Tensor?
          จากเหตุผลหลักที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ Google Tensor นั้นจะให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI และ Machine Learning ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล สนับสนุนการทำงานหรือระบบต่าง ๆ อาทิ การถ่ายรูป การนำทาง การแปลภาษา หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานเอง ทำให้การใช้งานอุปกรณ์ขนาดเล็กสามารถแสดงศักยภาพที่มหาศาลเกินกว่าขนาดของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฮาร์ดแวร์จำนวนมากหรือต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมใด ๆ

 

          แต่เจ้า Tensor นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเพียงเพราะประโยชน์จาก AI เท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาของ Google เองที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่ได้รับ โดยโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2015 ซึ่ง Tensor เองก็เป็นชื่อของโครงการ Machine Learning นั้นทำให้เกิด TensorFlow ML ขึ้นมาและกลายเป็น Tensor Processing Unit ในเวลาต่อมา

Google Tensor ชิปหน้าใหม่จัดเต็ม AI ใส่ในสมาร์ทโฟน           Google Tensor นั้นถูกออกแบบบนแนวคิด System-on-Chip (SoC) ที่มีสถาปัตยกรรม ARM Cortex-X1 2 ตัว, ARM A76 2 ตัว และ A55 4 ตัว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Snapdragon 888 แล้วชิปสมรรถนะสูงอย่าง Cortex-X1 นั้นใส่มาให้แค่ตัวเดียว ในขณะเดียวกัน GPU ก็ใช้สถาปัตยกรรม ARM ที่ประกอบด้วยคอร์มากถึง 20 ตัว ทำให้สามารถรับมือกับการเล่นเกมส์สุดโหดได้อย่างแน่นอน 

 

          ในส่วนของความปลอดภัย Google ได้ติดตั้งคอร์ Tensor Security ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่จะประมวลผลข้อมูลที่มีความอ่อนไหวแยกจาก CPU หลักพร้อมกับการใช้งานชิป Titan M2 ซึ่งป้องกันการโจมตียุคใหม่ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การวิเคราะห์คลื่นแม่เหล็ก (Electromagnetic Analysis) และ การก่อกวนผ่านแรงดันไฟฟ้า (Voltage Glitching) ที่ทำงานคู่กันกับ Tensor Security มั่นใจในความปลอดภัยทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ชัวร์ ๆ

 

          ความสามารถจาก Google Tensor นั้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะขั้นตอนต่าง ๆ ที่เคยใช้เวลาไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับการเคลื่อนไหว การถ่ายภาพ ไปจนถึงการสื่อสารที่แตกต่างกันคนละภาษาก็จะถูกแปลได้ในพริบตา สามารถใช้ Automatic Speech Recognition (ASR) ได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง Google มีการทดลอง Live Caption กับการบันทึกเสียงหรือภาพระยะยาวก็สามารถทำงานได้โดยใช้พลังงานไม่มาก

 

          ฟังก์ชันอย่าง Live Translate สามารถใช้งานได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันการสนทนาออนไลน์อย่าง WhatsApp หรือการขึ้นถ่ายทอดสดที่มีการแปลภาษาและแสดงออกไปทันทีด้วยตัวเครื่องเอง โหมดการถ่ายรูปและวิดีโอแบบใหม่ที่ชื่อว่า Motion Mode และ HDRNet ที่ทำให้การบันทึกวิดีโอในทุกโหมดนั้นเกิดขึ้นได้ในความละเอียด 4K 60 เฟรมต่อวินาที

Google Tensor ชิปหน้าใหม่จัดเต็ม AI ใส่ในสมาร์ทโฟน

          แม้ว่ายังไม่มีผลการทดสอบ Benchmark ใด ๆ ออกมาในตอนนี้แต่ก็คาดการณ์ได้ว่า Google Tensor นั้นจะมีความสามารถที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารุ่นพี่ในตลาดอย่าง Snapdragon และหากชิปรุ่นใหม่นี้ประสบความสำเร็จสูงอาจต้องคอยจับตาดูกันต่อไปว่า Google เองจะปล่อยชิปนี้ให้กับแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่น ๆ ไหม หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น Qualcomm อาจต้องทบทวนจุดแข็งของตัวเองใหม่และปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่มุ่งหน้าไปสู่ AI ในปัจจุบัน 

 

          เรื่องน่าเสียดายเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ คือ Google Pixel 6 ทั้งรุ่นธรรมดาและ Pro ยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยเสียที ถ้าใครอยากได้อยากลองใช้ก็คงต้องรอสั่งเครื่องหิ้วเอาจากร้านที่เชื่อใจได้เท่านั้นล่ะครับ!

 

ทศธิป สูนย์สาทร
ผู้หลงใหลในเสียงดนตรี ความงาม และเทคโนโลยี 

Google Tensor ชิปหน้าใหม่จัดเต็ม AI ใส่ในสมาร์ทโฟน --------------------
ที่มา: