ความเชื่อและศาสนาที่เกิดเมื่อหลายพันปีส่งผลต่อเซ็กส์ของเราในทุกวันนี้อย่างไร เปิดประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทางสังคมกับเรื่อง Sex worker!

Highlights

  • เมื่อศาสนาผูกขาดการมีเซ็กส์ เซ็กส์ควรเกิดขึ้นหลังการแต่งงานเท่านั้น
  • เซ็กส์ในมุมมองของชาวตะวันออก เมื่อเซ็กส์เป็นเรื่องของธรรมชาติ
  • ประวัติการค้าบริการในโลกและในประเทศไทย
  • ธุรกิจขายบริการ กับการออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง

--------------------

          เรารู้จัก ‘ซิกมันด์ ฟรอยด์’ ในฐานะบิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ผู้ที่ทำให้วงการแพทย์หันมาสนใจเรื่องการรักษาทางจิต โดยงานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นผลงานอันโด่งดังของเขา มีใจความสำคัญที่ว่า

 

          ‘มนุษย์มีแรงขับทางเพศตามธรรมชาติ และมีความต้องการที่จะตอบสนองแรงขับทางเพศของตนเอง’

 

          ประโยคนี้อาจจะไม่ได้แปลกนักเมื่อเราได้ฟังมันในศตวรรษที่ 21 แต่อยากให้ลองจินตนาการย้อนไปซัก 100 ปี 

 

          ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19  หลังจากยุโรปผ่านยุคการระบาดของโรคทางเพศ เช่น ซิฟิลิส มานานหลายศตวรรษ และส่งผลให้ศาสนาคริสต์เข้มงวดมากขึ้น จนก่อให้เกิดการควบคุมกิจกรรมทางเพศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับผู้หญิง! พวกเขาไม่ให้เด็กสาวมีเซ็กส์ก่อนแต่งงาน แม้แต่การช่วยตัวเองก็ยังถูกห้าม เวลานั้นผู้คนยังคงอายที่จะพูดถึงการมีเซ็กส์ แต่ซิกมันด์ ฟรอยด์ กลับตะโกนแสกหน้าสังคมดังว่า

 

‘เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ’ 

และ

‘มนุษย์ควรได้รับการตอบสนองทางเพศที่เหมาะสม’

 

          แน่นอนว่าช่วงแรกที่เขาเสนอเรื่องนี้ต่อวงการแพทย์และสังคม ซิกมันด์ ฟรอยด์ ถูกต่อต้าน เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่สิบปี แม้แต่เรื่องเพศศึกษาก็ยังไม่เกิดขึ้นเลยบนโลก! และคนยังเชื่อว่า ‘เซ็กส์’ เป็นเรื่องผิดศีลธรรม!

ซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์

เมื่อศาสนาผูกขาดการมีเซ็กส์
          สิ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อความเชื่อเรื่อง ‘เซ็กส์’ ในโลกตะวันตกคือ ‘ศาสนา’

 

          ถ้าไล่ดูประวัติศาสตร์ความเชื่อ เราจะพบว่าศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในอดีตเป็นอย่างมาก ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะตอบข้อสงสัยของมนุษย์ได้ในขณะนั้น ศาสนาจึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและวางกฏเกณฑ์ให้แก่สังคม

 

          ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ทรงอิทธิพลในโลกตะวันตก  ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมันที่จักรพรรดิคอนสแตนตินรับเอาคริสตศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร การใช้ชีวิตของมนุษย์ถูกวางกรอบขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเวลานั้น ภายใต้การตีความคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเป็นคำสอนของศาสนาที่สำคัญ

 

          ในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ย้อนไปเรื่องตำนานระหว่างอดัมและอีฟ มนุษย์คู่แรกของโลก พระเจ้าได้ให้ของขวัญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีนั่นคือ ‘การมีเซ็กส์’ ..  ‘เซ็กส์’ ควรเกิดขึ้นจากความรัก และเป็นส่วนหนึ่งของความรักระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น มนุษย์ไม่ควรมีเซ็กส์กับญาติ ไม่ควรมีเซ็กส์กับสัตว์ ไม่ควรมีเซ็กส์กับโสเภณี และไม่ควรมีเซ็กส์กับคนที่มีเพศเดียวกัน  

 

          ในจดหมายของนักบุญเปาโล ท่านเคยระบุว่าการมีเซ็กส์นั้นกระทำได้ในผู้ที่เป็นสามีภรรยา แต่จะดีหากมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการอยู่เป็นโสด และการดำรงตนเพื่อนึกถึงผู้อื่น 

อดัมและอีฟในสวนอีเดน           แท้จริงแล้วโสเภณีเป็นอาชีพโบราณที่เกิดขึ้นในโลกมานานกว่าการเกิดของคริสตศาสนา โสเภณีในสังคมกรีกโบราณจนถึงยุคจักรวรรดิโรมันถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกกฏหมาย หญิงสาวที่เป็นโสเภณีส่วนใหญ่มาเพื่อการไต่เต้าทางสถานะและเพื่อความอยู่รอดในสังคม บางครั้งโสเภณีจะเป็นทาสมาก่อน และเมื่อได้รับการเลือกให้ไปปรนนิบัติผู้ชาย ก็จะได้อภิสิทธิที่จะเลื่อนสถานะทางสังคมของตัวเอง     

 

          จุดเปลี่ยนที่ทำให้โสเภณีกลายเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมและผิดกฏหมายในโลกตะวันตก จึงหนีไม่พ้นอิทธิพลของศาสนาคริสต์ เมื่อศาสนาได้ผูกเรื่องของเซ็กส์เข้ากับความรัก ... และทำให้เซ็กส์เป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิและควรมีไว้เพื่อการให้กำเนิดบุตรเท่านั้น!

 

          ในยุคกลาง มีการระบาดของโลกซิฟิลิสเกิดขึ้นในยุโรป เริ่มต้นจากทหารฝรั่งเศสที่ได้เข้าไปเฉลิมฉลองหลังจากได้รับชัยชนะที่เมือง Naples ของประเทศอิตาลีซึ่งขึ้นชื่อเรื่องซ่องโสเภณี หลังจากออกมาจากเมืองพวกเขาไม่ได้พกแค่ความสำราญกลับไป แต่ได้พาเอาโรคซิฟิลิสติดตัวไปด้วย! เมื่อยุโรปรุ่งเรื่องด้วยการค้าทางทะเล  โรคซิฟิลิสจึงระบาดไปทั่วโลกในเวลาต่อมา หลังจากนั้นก็ต้องทนทุกข์กับมันเป็นเวลากว่าศตวรรษเลยทีเดียว
ภาพวาดเกี่ยวกับการรักษาโรคซิฟิลิสที่โด่งดังที่สุดรูปหนึ่งในกรุงเวียนนา ราวปี ค.ศ.1498

          มีการกล่าวโทษถึงที่มาของโรคไปๆมาๆ อย่างรุนแรง 

 

          ชาวอิตาลีบอกว่ามันเป็น โรคของชาวฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสโทษว่าเป็นโรคของชาวอิตาลี ชาวมุสลิมเติร์กบอกว่าเป็นโรคของชาวคริสต์! ในศตวรรษนั้น ศาสนจักรทรงอิทธิพลเป็นอย่างมาก และมุมมองของศาสนจักรก็เปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มีต่อโสเภณีในช่วงเวลานั้น

 

          ‘สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะโสเภณีคือ คนบาป’ 

 

          มีการยกเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิ้ลบทหนึ่งขึ้นมากล่าวถึงหญิงใจบาปที่ชื่อ ‘มารีอา มักดาเลนา’ โสเภณีที่สามารถกลับใจเพราะพระเจ้าได้ยกโทษบาปให้! ศาสนาจักรได้ใช้แคมเปญนี้ในการรณรงค์และออกเงินทุนให้กับโสเภณีที่กลับใจเพื่อตั้งตัวเสียใหม่ อย่างไรก็ตามมันก็ไม่สามารถหยุดยั้งตัวเลขของการค้าประเวณีในยุคนั้นที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้  

 

          แม้โสเภณีจะมีปัญหากับศาสนจักรมาโดยตลอด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าศาสนจักรได้เอื้อประโยชน์ให้เกิดโสเภณีด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อการนอกใจ หรือการมีเซ็กส์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องผิดสำหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์ การใช้บริการโสเภณีจึงเป็นทางออกที่ดูจะสมเหตุสมผล ...  นอกจากนี้เมื่อถึงยุคเสื่อมของคริสตจักร ก็ยังเกิดการใช้อำนาจของตนขายใบอนุญาตเพื่อแลกกับการเปิด ‘ซ่อง’ อย่างถูกกฏหมายจนทำให้คริสชนบางคนไม่สามารถรับได้และเกิดการปฏิวัติศาสนาคริสต์ในท้ายที่สุด    
 

เซ็กส์คือเรื่องธรรมชาติ
          ในฝั่งตะวันออก ความเชื่อเรื่องของเซ็กส์นั้นแตกต่างออกไปมากทีเดียว

 

          ศาสนาฮินดูพูดถึงเซ็กส์อย่างโจ๋งครึ่มในตำรากามสูตร ในตำราประกอบด้วยบันทึกกว่าพันหน้าบอกเล่าถึงความเชื่อและวิธีการมีเซ็กส์อย่างครบครัน พวกเขาเชื่อว่าเซ็กส์คือเรื่องของจิตวิญญาณ ศิลปะและความก้าวหน้า

 

          ในขณะเดียวกันพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาหลักของไทยนั้นมองเรื่องนี้ต่างออกไปเล็กน้อย  พุทธศาสนามองว่าการมีเซ็กส์นั้นเป็น ‘ธรรมชาติ’ ของมนุษย์ แต่เป็นธรรมชาติที่เต็มไปด้วยตัณหาและราคะ  ซึ่งพุทธศาสนาแนะนำว่ามนุษย์ไม่ควรลุ่มหลงในตัณหาและราคะ เพราะเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ .. เรียกว่าไม่ได้ห้ามแต่จะดีกว่ามากถ้าไม่ลุ่มหลงในกาเมจนทำอะไรผิดศีลธรรม เช่น ผิดผัวผิดเมียเขา หรือทำร้ายร่างกายตัวเองและผู้อื่น

พุทธศาสนาลัทธิตันตระ เป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ใช้เซ็กส์ในการฝึกจิตใจ โดยเชื่อถึงการดับตัณหาด้วยการสร้างตัณหา

          สำหรับประเทศไทย  โสเภณีคือเรื่องที่อยู่คู่กับคนไทยมานานเช่นเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่าโสเภณีเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ยุคอยุธยาก็มีรายได้จากการขายประเวณีีซึ่งอาจนับได้กว่า 600 คน ที่มีภูมิหลังตั้งแต่ทาสไปจนถึงลูกสาวข้าราชการระดับสูง  ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็เกิดการจัดเก็บ ‘ภาษีบำรุงถนน’  ซึ่งเป็นชื่อเรียกการเก็บภาษีโสเภณีในสมัยนั้น และมีการจดทะเบียนโสเภณีตามกฏหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองหญิงโสเภณีในอดีต ที่มักจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง รายได้จากการเรียกเก็บนี้จะนำมาก่อสร้างถนนจึงกลายเป็นชื่อของภาษีบำรุงถนนนั่นเอง

 

          ในสมัยต่อ ๆ มาได้มีการออกใบอนุญาตและเก็บเงินรายได้จากหญิงโสเภณี มีการออกกฏว่า เจ้าของซ่องจะต้องสียค่าธรรมเนียมขอรับใบอนุญาตฉบับละ 30 บาท  หญิงโสเภณี เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 12 บาท หากตั้งโรงหญิงนครโสเภณีโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตของผู้อื่น จะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดอายุหญิงที่มาให้บริการโดยห้ามมีอายุต่ำกว่า 15 ปี

 

          ซ่องที่โด่งดังที่สุดในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ก็คือซ่องของยายแฟง จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า

 

          ‘ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย.......’

 

          และรายได้จากการทำซ่องนี้ก็ถูกนำไปสร้างวัดที่ชื่อว่าวัดคณิกาผล
    
การระบาดของโลกสู่การทำให้โสเภณีเป็นเรื่องผิดกฏหมาย
          ต้นศตวรรษที่ 19  อิทธิพลของศาสนาเสื่อมถอยลง ขณะที่แนวคิดเสรีนิยมผลิบานในสังคมตะวันตก ได้เกิดกระแสสตรีนิยมที่มองว่าการค้าประเวณีเป็นผลจากการแสวงหาผลประโยชน์ในเรื่องเพศของผู้ชาย และรณรงค์ให้จัดการเรื่องการค้าประเวณีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องตกเป็นเหยื่อการค้าประเวณีอีก มีการออกกฎหมายว่าการค้ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งผิดกฏหมายในหลายประเทศ ...


          อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมาเมื่อเกิดการระบาดของโรคเอดส์ และการค้าประเวณีข้ามชาติก็ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอดส์ระบาดหนักไปทั่วโลก  จึงได้มีการออกมาจัดการกับการค้าประเวณีอย่างเด็ดขาด
การรณรงค์เรื่องเอดส์ในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งประชาชนยังไม่มีความรู้เรื่องเอดส์มากนักและเกิดความสับสนในสังคม           สำหรับประเทศไทย ต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศที่เกิดขึ้นก่อนการระบาดของโรคเอดส์อยู่แล้ว  ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1910-1925  มีการระบุว่ากว่าร้อยละ 75 ของผู้ชายไทยเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศมาก่อน ในช่วงปี ค.ศ.1930-1949 ประเทศไทยพยายามอย่างหนักที่จะบังคับให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องผิดกฏหมายแต่ไม่สำเร็จ เพราะพบว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองบางคนในยุคนั้นได้รับผลประโยชน์จากการค้าบริการ อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1960 กฏหมายห้ามการค้าประเวณีก็ออกมาเป็นผลสำเร็จ แต่การเข้ามาของทหารอเมริกันในช่วงสงครามทำให้การค้าประเวณีในไทยกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นในรูปแบบของการลักลอบค้าประเวณีที่ผิดกฏหมาย


          ทหารอเมริกันที่เรียกว่าจีไอ เข้ามาพักผ่อนในไทยและพาเม็ดเงินเข้ามามากมายมหาศาล มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.1970 ประเทศไทยได้รายได้จากทหารเหล่านี้กว่า 20 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ!  .. สิบปีผ่านไปประเทศไทยจึงเปิดศักราชใหม่ให้ประเทศเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว และมีการรณรงค์ไปทั่วทุกจังหวัดทุกภาคของประเทศ ในขณะเดียวกันสถานการณ์โรคเอดส์ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นในประเทศเช่นกัน
ภาพหญิงสาวหน้าป้ายภาษาอังกฤษที่บอกว่า ห้ามผู้หญิงที่ไม่มีบัตรตรวจโรค เข้ามาในบาร์ หรือแม้จะมากับทหาร จี.ไอ ก็ตาม My body, My choice. ร่างกายของฉันนั้นยินยอม
          การเปลี่ยนแปลงของกฏหมายและแนวปฏิบัติต่อหญิงบริการของสังคมไม่ได้เป็นจุดเดียวที่เปลี่ยนไป ตัวพวกเธอที่ทำอาชีพนี้ก็มีแนวคิดที่เปลี่ยนไปเช่นกัน 

 

          หญิงขายบริการหลายคนมีความคิดที่ว่าการมีเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ และผู้หญิงมีสิทธิต่อร่างกายของตัวเองไม่ต่างจากผู้ชาย  พวกเขาจึงออกมาเรียกร้องสิทธิในอาชีพของตนเองมากขึ้น โดยระบุว่าเป็นความยินยอมของตัวเองที่อยากออกมาขายบริการ เพราะสามารถสร้างรายได้และเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือพวกเขามีสิทธิต่อร่างกายของตัวเองโดยสมบูรณ์ และเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่คนเราจะถูกบังคับในเรื่องเซ็กส์ทั้ง ๆ ที่เป็นความสมยอมทั้งสองฝ่าย 


          มีข้อเสนอและการรณรงค์ต่าง ๆ มากมายให้การขายบริการด้วยความยินยอมเป็นสิ่งที่ถูกกฏหมาย ก็ในเมื่อเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ทำให้มันถูกกฏหมายซะสิ!  ด้วยสองเหตุผล หนึ่งคือหากว่าทำให้ถูกกฏหมาย พวกเขาหวังจะได้รับการคุ้มครอง เพราะแต่เดิมเมื่อต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้พวกเธอไม่สามารถออกมาเรียกร้องอะไรเลยเมื่อถูกเจ้านายทำร้าย ถูกลูกค้าเอาเปรียบ หรือถูกใครขู่กรรโชกเงินเพราะทำผิดกฏหมาย  และสองพวกเขาหวังว่าหากมันถูกกฏหมาย ความคิดที่มีต่อหญิงบริการจะเปลี่ยนไป ก็ในเมื่อมันถูกกฏหมายพวกเธอก็มีสิทธิที่จะทำงานนี้อย่างมีศักดิ์ศรี อีกทั้งความคิดที่ว่าพวกเธอคือสาเหตุของปัญหาสังคมอย่างเช่น การท้องแบบที่ไม่ต้องใจ หรือเป็นตัวก่อโรคนั้น หญิงขายบริการทุกวันนี้ก็มีวิธีที่จะดูแลตัวเองและรู้เท่าทันเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
การรณรงค์ทั่วโลกเพื่อให้สังคมยอมรับว่าการขายบริการก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งและควรได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นอาชีพอื่น     ……
          แต่ถึงอย่างนั้น เกือบร้อยปีที่ผ่านมาพบว่ามีไม่กี่ประเทศที่ให้เสรีต่อคนขายบริการร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากข้อกังวลหลายประการที่นอกเหนือไปจากทัศนคติเรื่อง ‘เซ็กส์’  ‘การท้อง’ หรือ ‘การก่อโรค’

 

          พวกเขาให้เหตุผลถึงความกังวลเรื่องผลกระทบอื่น ๆ 

 

          มีสถิติที่ระบุว่าประเทศที่ให้การค้าบริการถูกกฏหมายส่งผลให้เกิดการค้ามนุษย์ในประเทศเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น 

 

          เกิดการย้ายถิ่นฐานมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแบบผิดกฏหมายมากขึ้น  

 

          การค้าประเวณีที่ถูกกฏหมายไม่ได้ลดความรุนแรงในสังคม จากการสำรวจ 8 รัฐในอเมริการะบุว่าร้อยละ 36 ถูกทำร้ายร่างกายจากผู้รับบริการ  

 

          และที่สำคัญคือการทำให้การค้าประเวณีถูกกฎหมายไม่ได้ทำให้การถูกประณามหยามเหยียดจากสังคมต่อผู้ขายบริการลดลง  เช่นที่นิวซีแลนด์ ซึ่งออกกฎหมายให้มีการค้าประเวณีได้ในปี 2003 ก็ยังมีรายงานว่าผู้ขายบริการทางเพศยังคงถูกดูหมิ่นและถูกคุกคามจากคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ยังไม่ค่อยเปิดเผยอาชีพของตนเมื่อเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล ไม่ต่างจากก่อนการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
    …….    
          ส่วนประเทศไทยการค้าบริการมีบริบทที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ตามประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีการโปรโมทประเทศให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สภาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติบอกว่ารายได้จากธุรกิจให้บริการที่ให้รัฐมีมาก แต่ไม่ได้ตกไปถึงรัฐ... อ้าวแล้วมันไปอยู่ที่ใคร?

 

          เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจบริการที่มีการให้บริการลักษณะนี้ในไทย เป็นแหล่งทำเงินสีเทาชั้นดีให้กับคนที่หาผลประโยชน์จากมันได้   นั่นทำให้กฏหมายไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนของสังคม การใช้กฏหมายไม่ได้มีความเท่าเทียมและเสมอภาค  ในขณะที่การถ่ายคลิปออนไลน์โดนจับตามกฏหมาย  แต่อาบอบนวดที่แฝงด้วยการค้าบริการอย่างโจ่งแจ้งกลับเปิดได้อย่างเสรี 
    …..
          ในเรื่องนี้เราควรจะมองจากหลายมิติ

 

          เมื่อมีการบุกจับ ‘น้องไข่เน่า’ เน็ตไอดอล 18+  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

          ปฏิกิริยาแรกคือสังคมประณามทัศนคติและความเชื่อของสังคมตัวเองว่าเชยและล้าสมัย

 

          ผู้เขียนเกิดคำถามในใจว่า จริงเหรอ? ที่ปัจจุบันคนไทยยังคงมีค่านิยมแบบเดิม ๆ ต่อการมีเซ็กส์และคนที่หาเงินจากเซ็กส์

 

          วาทกรรมที่ว่าคนไทยรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นั้น ใช่ตัวปัญหาที่แท้จริงหรือไม่?

 

          แล้วปัญหาของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแท้จริงอยู่ที่ตรงไหน? และจะทำยังไงได้บ้าง?

 

          หรืออยู่ที่ใคร?

 

พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์

--------------------

ที่มา: