เนชั่นทีวี

ข่าว

ซาก้า ซัดแฮตทริกพา อังกฤษ เฉือน ฝรั่งเศส 6-4 คว้าที่ 3 บอลโลก

19 ก.ค. 2569 | apirak_pra

ซาก้า ซัดแฮตทริกพา อังกฤษ เฉือน ฝรั่งเศส 6-4 คว้าที่ 3 บอลโลก

เกมนัดชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ บูกาโย ซาก้า กดแฮตทริกพาอังกฤษเฉือนฝรั่งเศส 6-4 ด้านเอ็มบัปเป้ทุบสถิติดาวซัลโวตลอดกาล

เกมนัดชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ บูกาโย ซาก้า กดแฮตทริกพาอังกฤษเฉือนฝรั่งเศส 6-4 ด้านเอ็มบัปเป้ทุบสถิติดาวซัลโวตลอดกาล

KEY

POINTS

  • ทีมชาติอังกฤษเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสด้วยสกอร์ 6-4 คว้าอันดับที่ 3 ในศึกฟุตบอลโลก 2026
  • บูกาโย ซาก้า เป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำแฮตทริก (3 ประตู) ให้กับทีมชาติอังกฤษในนัดนี้
  • การแข่งขันนัดนี้สร้างสถิติเป็นนัดชิงอันดับ 3 ที่มีสกอร์รวมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ศึกฟุตบอลโลก 2026 นัดชิงอันดับที่ 3 ณ สนามฮาร์ดร็อค สเตเดียม เมืองไมอามี การ์เดนส์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กลายเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจดจำ เมื่อ "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ และ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส เปิดฉากแลกหมัดซัดกันยับเยินถึง 10 ประตู ก่อนจะเป็นทัพสิงโตคำรามที่เบียดเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์มโหฬาร 6-4 คว้าอันดับที่ 3 ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นสกอร์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงอันดับ 3 ของฟุตบอลโลก

 

"ซาก้า" ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริก สิงโตนำห่างครึ่งแรกก่อนโดนไล่บี้เกือบขิต

เกมนี้ขุนพลอังกฤษของ โทมัส ทูเคิล โชว์ฟอร์มได้อย่างดุดันในครึ่งแรก โดยได้ประตูออกนำไปก่อนถึง 4-0 จากการเหมาสองตุงของ บูกาโย ซาก้า ในนาทีที่ 37 และช่วงทดเจ็บครึ่งแรก พ่วงด้วยประตูของ เดแคลน ไรซ์ และ เอซรี คอนซ่า ทว่าในครึ่งหลังฝรั่งเศสแก้เกมมาสู้ได้อย่างน่ากลัวและเกือบเปิดฉากพลิกนรกสำเร็จจากการรัวประตูของ บราดเลย์ บาร์โคล่า, อุสมาน เดมเบเล่ และการเหมาคนเดียวสองประตูของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ จนฝรั่งเศสไล่จี้มาเป็น 3-4

อย่างไรก็ตาม ซาก้ามาซัดจุดโทษในนาทีที่ 87 เป็นประตูตอกย้ำแฮตทริกครั้งที่สองในนามทีมชาติของตัวเองให้อังกฤษหนีไปเป็น 5-4 ก่อนที่ จู๊ด เบลลิงแฮม จะมายิงประตูปิดกล่องในนาทีที่ 90+8 ทำสถิติเป็นนักเตะอังกฤษที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกหนึ่งทัวร์นาเมนต์มากที่สุดที่ 7 ประตู

ทูเคิลเปิดใจหลังเกมว่า "แม้ว่าพวกเราจะยังเจ็บปวดที่พลาดตั๋วชิงชนะเลิศ แต่เหรียญทองแดงนี้คือความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่แสดงให้เห็นว่าเราพร้อมจะก้าวไปลดช่องว่างกับทีมระดับท็อปแล้ว"

เอ็มบัปเป้เสียใจชวดเข้าชิง แม้ทุบสถิติแซงเมสซี่ขึ้นแท่นดาวซัลโวตลอดกาล

ไฮไลต์สำคัญที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์คือผลงานของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงวัย 27 ปี ที่ซัดเพิ่ม 2 ประตูในแมตช์นี้ ส่งผลให้เขาผงาดขึ้นแท่นเป็นนักเตะที่ทำประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 22 ประตู แซงหน้า ลีโอเนล เมสซี่ (21 ประตู) เรียบร้อยแล้ว พร้อมนำเป็นดาวซัลโวสูงสุดในทัวร์นาเมนต์นี้ที่ 10 ประตู ทิ้งห่างเมสซี่อยู่ 2 ลูกในการลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำ (Golden Boot)

เอ็มบัปเป้ให้สัมภาษณ์ด้วยความเศร้าสร้อยว่า "แน่นอนว่าพรุ่งนี้เลโอ (เมสซี่) ต้องยิงประตูได้แน่ แต่สำหรับผม ผมยอมแลกตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในประวัติศาสตร์เพื่อไปลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศวันอาทิตย์นี้แทนดีกว่า"

นอกจากนี้ แมตช์ดังกล่าวยังเป็นนัดอำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือฝรั่งเศสที่คุมทีมมาอย่างยาวนานถึง 14 ปี โดยเจ้าตัวเผยว่ารู้สึกผิดหวังกับฟอร์มการเล่นในครึ่งแรกแต่ไม่อยากให้ใครตัดสินอาชีพคุมทีมของเขาเพียงแค่จากเกมนี้

ข่าวล่าสุด