ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีก เฟส กลับมาอีกครั้ง โดยมีคู่บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลจับตามองคือการพบกันระหว่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ที่สนามแอนฟิลด์ ในคืนวันอังคารนี้
ลิเวอร์พูล: คืนชีพหลังวิกฤต
หลังการตกรอบคาราบาว คัพ ด้วยการส่งชุดเด็กลงเจอกับคริสตัล พาเลซ อาร์เน่อ ชล็อต ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพาทีมเก็บชัยในพรีเมียร์ลีกให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสียงเรียกร้องให้ปลดอาจดังขึ้นจนเกินต้าน
ชัยชนะเหนือวิลล่าทำให้เขารอดจากการเป็นกุนซือคนแรกในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูลที่แพ้ 5 นัดติดในลีก โดยเกมนั้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงประตูที่ 250 ให้กับสโมสร ก่อนที่ ไรอัน กราเฟนแบร์ค จะซัดลูกแฉลบปิดเกมในครึ่งหลัง
แม้ผู้มาเยือนจะผิดพลาดเองหลายจังหวะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลงานโดยรวมของแข้งหงส์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความมั่นใจและความดุดันที่กลับมาอีกครั้ง ซึ่งนี่เป็นเพียงชัยชนะนัดที่ 2 จาก 8 เกมหลังสุดในทุกรายการเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลเพิ่งโชว์ฟอร์มโหดถล่ม ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต 5-1 ในเกมยุโรปนัดที่สามของรอบลีกเฟส ทำให้พวกเขาขยับขึ้นมาติดกลุ่มท็อป 10 ของตาราง และมีแต้มเท่าทีมโควต้าเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย เพียงแต่เป็นรองเรื่องประตูได้เสีย
ชัยชนะเหนือแฟรงก์เฟิร์ตก่อนหน้านั้น ถูกคั่นด้วยความพ่ายแพ้ต่อกาลาตาซาราย และชัยชนะเหนือแอตเลติโก มาดริด 3-2 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งนับเป็นการคว้าชัยในเกมยุโรปที่บ้านตัวเอง 15 นัดติดต่อกันของลิเวอร์พูล เป็นสถิติที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขายังคงเป็น “ของแข็ง” ทุกครั้งเมื่อได้เล่นที่นี่
และอย่าลืมว่า เมื่อฤดูกาลก่อน ลิเวอร์พูลคือทีมที่หยุดสถิติไร้พ่ายของเรอัล มาดริดลงได้ ด้วยชัยชนะ 2-0 ในรอบลีกเฟสเช่นเดียวกัน หลังแพ้ให้ทีมจากสเปนถึง 7 จาก 8 นัดก่อนหน้านั้น