svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยพุ่ง อันดับ 2 โลก ลุ้น 5 พันล้านดอลลาร์

27 มี.ค. 2569

ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโตแรง อันดับ 2 โลก คาดแตะ 5,000 ล้านดอลลาร์ปี 2573 แต่ยังเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์-แข่งขันเดือด

27 มีนาคม 2569 สื่อสิงคโปร์ Channel News Asia หรือ CNA รายงานว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย กำลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการทั่วโลก โดยปัจจุบัน ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมนี โดยคาดการณ์ว่าการส่งออกไทยจะสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 (2573)

 

แรงผลักดันนี้ ได้ดึงดูดบริษัทต่างๆ เข้ามาในภาคส่วนนี้มากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อาจทำให้การเติบโตชะลอตัวลง

ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยพุ่ง อันดับ 2 โลก ลุ้น 5 พันล้านดอลลาร์

 

หัวใจสำคัญของความเฟื่องฟูนี้ คือ บริษัทต่างๆ เช่น "Buzz Pet Food" ที่เริ่มต้นจากการจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมนำเข้า ก่อนเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตในประเทศเมื่อ10 ปีที่แล้ว และเริ่มส่งออกไปต่างประเทศ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 สร้างรายได้แบบก้าวกระโดดจากไม่ถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นายพศวัต สิทธิกรประสาท ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และการเงินของ Buzz Pet Food ให้ความเห็นว่า "เราเชื่อว่าโมเมนตัมนี้ เป็นโอกาสทองสำหรับเราในการสำรวจตลาดนอกประเทศไทย และตลาดที่เราต้องการมุ่งเน้นในเบื้องต้นคือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินเดีย"

ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยพุ่ง อันดับ 2 โลก ลุ้น 5 พันล้านดอลลาร์

 

ธุรกิจนี้ เริ่มจากบิดาของเขา ซึ่งเป็นสัตวแพทย์ได้ก่อตั้ง Buzz Pet Food เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรายได้ของบริษัท แต่ก็ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนนี้เป็นประมาณ 30-40% ในอนาคตอันใกล้

 

ด้าน "Pawdy Innovation" ซึ่งยังไม่ได้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ก็กำลังเตรียมที่จะเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาค รพรรณ ประเพณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO กล่าวว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับต้นๆ ในลิสต์ที่จะส่งออก โดยย้ำว่า "เรามีวัตถุดิบหลากหลายชนิด...เราสามารถผลิตอะไรก็ได้ที่ตลาดต้องการ"

 

ไทยส่งออกอาหารสุนัขและแมวคิดเป็นมูลค่า 1,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 (2568)  เพิ่มขึ้น 10.7% จากปีก่อนหน้า โดยในปี 2024 (2567) ประเทศไทยครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ประมาณ 10% รองจากเยอรมนีที่อยู่ที่ 12.3%

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเติบโตของไทยเกิดจากชื่อเสียงด้านคุณภาพและมาตรฐานการผลิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงและการ "มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว" ได้ผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ด้วยครัวเรือนขนาดเล็ก ประชากรสูงอายุ และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้่น

 

ในประเทศไทย เจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้จ่ายมากถึง 1,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสัตว์เลี้ยงต่อปี เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รัฐบาลไทยมองว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงเป็นเสาหลักที่สำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ของเศรษฐกิจภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ

 

แต่ถึงแม้จะมีแนวโน้มที่ดี ความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้จะยังมีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตอีกมาก แต่ก็มีข้อกังวลหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น อาจต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ มีสัตว์เลี้ยงมากกว่า 310,000 ตัว และความต้องการก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้คนจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก