"เป็นการตัดสินที่สิ้นคิดสิ้นดี" คำพูดของเอียน ไรท์ สะท้อนความรู้สึกของแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังพ่าย คริสตัล พาเลซ 0-1 ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพเมื่อวันเสาร์ โดยเฉพาะจังหวะปัญหาแฮนด์บอลที่ผู้รักษาประตู ดีน เฮนเดอร์สัน ของพาเลซ ดูเหมือนจะใช้มือปัดบอลจากเท้าของเออร์ลิง ฮาลันด์นอกกรอบ แต่ไม่โดนลงโทษใด ๆ
นอกจากการตัดสินที่ค้านสายตา ซิตี้เองก็ต้องโทษความไม่เฉียบคมของตัวเอง รวมถึงเกมที่ครึ่งหลังเนือยจนน่าผิดหวัง ทำให้สุดท้ายพวกเขาจบฤดูกาล 2024-25 ด้วยเพียงแชมป์คอมมูนิตี้ชิลด์ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านยุคทองของเป๊ป กวาร์ดิโอลา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่เลวร้ายกว่านั้น คือพวกเขาอาจหลุดจากท็อปไฟว์ได้ หากไม่สามารถเร่งเครื่องในเกมที่เหลือ โดยตอนนี้รั้งอันดับ 6 ตามหลังเชลซีและแอสตัน วิลลาเพียงแต้มเดียว และแข่งน้อยกว่า 1 นัด แถมยังมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ซิตี้ยังรักษาสถิติชนะรวดใน 4 เกมลีกหลังสุดที่เอติฮัด สเตเดียม และพวกเขายังชนะเกมเหย้านัดสุดท้ายของฤดูกาลมาแล้ว 8 ปีติดต่อกัน
ฝั่งบอร์นมัธเองก็ยังมีลุ้นเล็ก ๆ กับโควตายุโรปเช่นกัน หากเชลซีคว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีกแต่จบอันดับ 7 หรือเชลซีจบที่ 6 โดยที่นิวคาสเซิลเป็นที่ 7 ก็อาจเปิดทางให้ทีมอันดับ 8 อย่างบอร์นมัธได้ไปลุยยุโรป
แต่ฟอร์มของทีมก็ไม่ได้สวยหรูนัก โดยเก็บชัยได้เพียง 3 จาก 13 เกมหลังสุด และเพิ่งพ่ายแอสตัน วิลลา 0-1 ทั้งที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 คน
ถึงอย่างนั้น บอร์นมัธก็มีลุ้นบุกไปเซอร์ไพรส์ได้เช่นกัน เพราะพวกเขาแพ้เกมเยือนเพียงครั้งเดียวจาก 13 นัดหลังสุด และยังเคยเอาชนะซิตี้ 2-1 มาแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่ซิตี้จะล้างแค้นคืนในเอฟเอคัพรอบ 8 ทีม
อย่างไรก็ดี "เรือใบสีฟ้า" มีสถิติเหนือกว่าแบบขาดลอยเมื่อเล่นในบ้านเจอกับบอร์นมัธ โดยชนะรวดทั้ง 7 นัดในพรีเมียร์ลีก