ชื่อของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เริ่มเป็นที่สนใจของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่สุดท้ายจะเป็น "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ซื้อตัวไปร่วมทีมได้สำเร็จด้วยค่าตัวถึง 36 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 พร้อมอ็อปชั่นตามเงื่อนไขต่างๆที่อาจทำให่ค่าตัวพุ่งไปถึง 58 ล้านปอนด์ทีเดียว นับเป็นนักเตะอายุต่ำกว่า 20 ปีที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล ณ เวลานั้น
- ก้าวแรกที่เหมือนฝัน ก่อนตื่นสู่ความจริงในยุค "จ่ามู"
อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ถูกกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล ส่งลงสนามในสีเสื้อแมนฯยูไนเต็ด นัดแรก ในเกมที่พบกับคู่อริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล และเจ้าตัวก็เปิดตัวได้อย่างร้อนแรงด้วยการยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ ปีศาจแดง เอาชนะไป 3-1 จนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในชั่วข้ามคืน
เท่านั้นยังไม่พอ มาร์กซิยาล กดอีก 2 ประตูในเกมที่ ยูไนเต็ด บุกไปชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 นับจากนั้นอีกไม่ถึงสัปดาห์ มาร์กซิยาล ยังร้อนแรงไม่หยุดด้วยการยิงอีก 1 ประตูในเกมที่ชนะ อิปสวิช ทาวน์ 3-0 ในศึกแคปปิตอล วัน คัพ ก่อนปิดฉากซีซั่นแรกด้วยการยิงไป 17 ประตู 11 แอสซิสต์จาก 49 เกมในทุกรายการ พร้อมคว้ารางวัล "โกลเด้นบอล" หรือรางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปีของนิตยสาร ตุ๊ตโต้ สปอร์ต ไปครอง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ แมนฯยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือ จาก หลุยส์ ฟาน กัล เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ฟอร์มการเล่นของ มาร์กซิยาล ก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน โดย มูรินโญ่ เปิดปากวิจารณ์ลูกทีมรายนี้หลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับความไม่ทุ่มเทมากพอ และถึงขั้นเกือบถูกขายออกจากทีมด้วยซ้ำหลังจากบังคับให้ มาร์กซิยาล ยอมสละเสื้อหมายเลข 9 ให้ดาวยิงผู้มาใหม่อย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
ถูกริบเบอร์เสื้อยังไม่พอ การมาของ ซลาตัน ทำให้ มาร์กซิยาล ต้องปรับไปเล่นเป็นปีกเต็มตัวซึ่งดูจะเป็นตำแหน่งที่ไม่ถนัด จนส่งผลให้ถูกจับเป็นแค่ตัวสำรองบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งการเล่นเป็นปีกก็ยิ่งต้องวิ่งลงไปช่วยในเกมรับมากขึ้น ซึ่งนั่นก็กลายเป็นการเผยจุดอ่อนของตัวเองในเรื่องความขยันมากขึ้นไปอีก ไหนจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับดาวรุ่งอีกรายอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่กำลังแรงขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นการทำให้ มาร์กซิยาล ถูกแฟนบอลวิจารณ์หนักนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
- กราฟชีวิตที่ขึ้นลงดั่งรถไฟเหาะ
ต่อมาเมื่อ ปีศาจแดง เปลี่ยนกุนซืออีกครั้งจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สู่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มาร์กซิยาล ก็ได้กลับไปเล่นเป็นกองหน้าอีกครั้ง และเจ้าตัวก็ตอบแทนความไว้ใจจากกุนซือใหม่ด้วยการกดไป 23 ประตู 12 แอสซิสต์ในซีซั่น 2019-20 นับเป็นปีที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ตามเจ้าตัวฟอร์มดีได้ไม่นาน เพราะหลังจากที่ทีมไปคว้าตัว เอดินสัน คาวานี่ เข้ามา มาร์กซิยาล ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความทุ่มเทอีกครั้งเพราะหากเทียบกับกองหน้าจอมขยันอย่าง คาวานี่ แล้ว มาร์กซิยาล ก็เหมือนนักเตะขี้เกียจรายหนึ่งที่หาความมุ่งมั่นไม่เจอ ทั้งสีหน้า แววตา และภาษากาย ประกอบกับโชคร้ายเจ็บเข่าอย่างหนักในช่วงเดือน มี.ค. 2021 ไปอีก ชื่อของ มาร์กซิยาล จึงกลายเป็นนักเตะที่ถูกลืม
เข้าสู่ฤดูกาล 2021-22 แมนฯยูไนเต็ด ไปคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาอีกคน นั่นยิ่งทำให้อนาคตของ มาร์กซิยาล มืดมนลงไปอีก เพราะในตำแหน่งกองหน้ามีทั้ง โรนัลโด้ และ คาวานี่ จองตำแหน่งอยู่แล้ว ครั้นจะขยับไปเล่นเป็นปีกก็ยังต้องเจอคู่แข่งอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจดอน ซานโช่ และดาวรุ่งเด็กปั้นของสโมสรอย่าง เมสัน กรีนวู้ด
ยิ่งนานวัน โอกาสของ มาร์กซิยาล ก็ยิ่งลดน้อยลงทุกที แต่แทนที่เจ้าตัวจะพยายามฮึดสู้เพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริงกลับมา แต่กลับเล่นเหยาะแหยะเหมือนคนไม่มีใจ กุนซือใหม่อย่าง ราล์ฟ รังนิก ก็ทนไม่ไหวปล่อยตัวไปให้ เซบีย่า ยืมใช้งาน แต่ก็ยังเรียกฟอร์มเก่งกลับมาไม่ได้ แถมยังมีปัญหานอกสนามจากการเลิกรากับภรรยาหลังถูกจับได้ว่านอกใจ สุดท้ายก็ต้องเก็บข้าวของกลับมาอยู่กับ แมนฯยูไนเต็ด ตามเดิม
2 ฤดูกาลหลังสุดภายใต้กุนซือ เอริค เทน ฮาก ชื่อของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นนักเตะจอมขี้เกียจเหมือนเดิม บวกกับอาการบาดเจ็บที่รบกวนอย่างต่อเนื่องก็ยิ่งทำให้โอกาสลงสนามลดน้อยลงไปทุกที โดยสถิติระบุว่าตลอด 9 ปีในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด มาร์กซิยาล มีอาการบาดเจ็บไปแล้ว 23 ครั้ง ทำให้พลาดลงสนามไปถึง 94 นัด กินเวลาที่ต้องพักฟื้นรวมถึง 521 วัน หรือเกือบๆ 2 ปีเลยทีเดียว
และด้วยผลงานที่ย่ำแย่ลงทุกวัน ทำให้ต้นสังกัด แมนฯยูไนเต็ด ไม่ยอมยื่นสัญญาฉบับใหม่มาให้พิจารณา ส่งผลให้ มาร์กซิยาล ต้องอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ปิดฉาก 9 ปีในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยสถิติ 90 ประตูกับ 47 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 317 นัดในทุกรายการ