- หรือนี่จะไม่ใช่เส้นทางของเรา?
เมื่อต้องก้าวลงจากเก้าอี้กุนซือถึง 2 สโมสรในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี จึงเป็นธรรมดาที่เจ้าตัวจะต้องกลับมาทบทวนว่า หรือตนเองจะไม่เหมาะกับอาชีพนี้จริงๆ
อิชิอิ หันหลังให้กับวงการลูกหนังชั่วคราว เพื่อไปพักสมองและจะได้มีเวลาทบทวนว่าตัวเองยังต้องการทำงานบนเส้นทางสายนี้จริงๆหรือไม่ รวมถึงอีกเหตุผลหนึ่งนั่นคือการไปให้เวลากับครอบครัว ด้วยการไปทำงานเป็นพนักงานในศูนย์อาหาร เพื่อที่จะให้มีเวลาทำงานและวันหยุดตรงกับลูกสาว โดยทำงานที่นั่นอยู่นานเป็นปี กระทั่งได้มีโอกาสชมการแข่งขันในศึก กัลโช่ เซเรีย อา ตามคำชวนของรุ่นน้อง ก็ทำให้เจ้าตัวเริ่มอยากกลับมาทำงานเป็นกุนซืออีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 สมัยที่ อิชิอิ ยังคุมทัพ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส เขาได้มีโอกาสพาทีมมาเล่นที่ประเทศไทย และได้มีโอกาสพบกับเจ้าของทีม สมุทรปราการ ซิตี้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย
ต่อมาในปี 2019 สมุทรปราการ ซิตี้ ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง อิชิอิ ชักชวนให้กลับมาทำงานกุนซืออีกครั้ง ซึ่ง อิชิอิ มองว่า แม้จะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างแดนมาก่อน แต่เจ้าตัวก็อยากจะมีโอกาสได้สร้างทีมใหม่ในแนวทางที่เขาอยากให้เป็นโดยที่ไม่ต้องเผชิญกับความกดดันเหมือนการคุมทีมในเจลีก ด้วยเหตุนี้ อิชิอิ จึงตอบรับเข้ามาคุมทีม สมุทรปราการ ซิตี้ ในที่สุด
กับการคุมทัพ “เขี้ยวสมุทร” อิชิอิ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยพาทีมที่ไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ จบอันดับ 6 ของตารางในไทยลีก และยังยกระดับผู้เล่นในทีมจนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติหลายราย อย่างไรก็ตามในซีซั่น 2020-21 สมุทรปราการ ซิตี้ ประสบปัญหาด้านการเงิน ทำให้ต้องปล่อยผู้เล่นไปหลายรายจนไม่สามารถรักษาผลงานของทีมไว้ได้ สุดท้ายทีมจึงจบอันดับ 13 ในเลกแรก
จังหวะเดียวกันนั้น “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อ อิชิอิ ขอดึงตัวไปทำทีมในเลก 2 ซึ่งเจ้าตัวมองว่าการได้ทำทีมระดับท็อปของไทยแบบนี้ไม่ใช่โอกาสที่จะหาได้ง่ายๆ จึงตัดสินใจแยกทางกับ สมุทรปราการ ก่อนโยกไปคุมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในที่สุด
ที่บุรีรัมย์ อิชิอิ ทำผลงานสมราคายอดกุนซือจากเจลีก ด้วยการพา "ปราสาทสายฟ้า" กวาด ทริปเปิ้ลแชมป์ทั้ง ไทยลีก , เอฟเอคัพ และ ลีกคัพ นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล โค้ชยอดเยี่ยม จาก FA Awards 2021 และต่อมาในซีซั่น 2022-23 เขาก็ยังช่วยทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์อีกครั้ง และเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ทีมแรกของไทยที่ซิวทริปเปิ้ลแชมป์ได้ 2 ปีติดต่อกัน
ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน อิชิอิ ได้โอกาสมาหน้าที่ประธานเทคนิคทีมชาติไทย โดยมีรายงานว่าเตรียมจะได้เข้ามาเป็นกุนซือ “ช้างศึก” แทนที่ มาโน่ โพลกิ้ง แต่เมื่อจบศึก คิงส์คัพ ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯกลับตัดสินใจให้โอกาส มาโน่ คุมทีมต่อไป ทำให้ อิชิอิ ตัดสินใจลาออกและกลับญี่ปุ่นทันที
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของทั้ง อิชิอิ และ ทีมชาติไทย ก็กลับมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อ ส.บอล ตัดสินใจแยกทางกับ มาโน่ หลังทำผลงานไม่ได้ตามเป้าในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2 แมตช์แรก และหวนกลับไปดึงตัว อิชิอิ มาเป็นกุนซือทีมชาติไทยในที่สุด
แน่นอนว่า อิชิอิ ต้องพบกับบททดสอบที่น่าจะหนักที่สุดในอาชีพกุนซือของตัวเอง เพราะเป้าหมายของทีมชาติไทยก็คือก้าวข้ามระดับอาเซียนสู่การเป็นทีมในระดับเอเชียให้ได้ ซึ่งรวมถึงเป้าหมายสูงสุดอย่างการคว้าตั๋วไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วย โดยแม้การคุมทีมนัดแรกจะพ่าย ญี่ปุ่น ถึง 0-5 แต่ก็ยังได้รับคำชมถึงการเล่นที่มีระบบชัดเจนกว่าเดิม
อิชิอิ ยิ่งกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลชาวไทยยิ่งกว่าเดิมอีกเมื่อเข้าสู่การแข่งขัน เอเชียนคัพ 2023 เมื่อประเดิมนัดแรกด้วยการเอาชนะ คีร์กีซสถาน ต่อด้วยการยันเสมอ โอมาน และ ซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทีมชาติไทยจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการไม่แพ้ใครและไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว พร้อมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
แต่เส้นทางของ อิชิอิ และทีมชาติไทย จะไปได้ไกลแค่ไหนนั้น รอลุ้นรอเชียร์กันได้ในการพบกับ อุซเบกิสถาน วันที่ 30 ม.ค.นี้