นอกจากนี้ ยังนำ AI ยกระดับสายด่วน พม. 1300 พัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง ศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง สนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง
ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต พม. สนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชนที่มีสมาชิก 2.51 ล้านคน ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ 2,258 แห่ง ดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน พร้อมผลักดันเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท และสนับสนุนอุปกรณ์แก่คนพิการ 17,000 คน
ขณะเดียวกัน ได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ 10,559 หลัง ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง 16,213 คน
พม. ยังสนับสนุนสินเชื่ออาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท พร้อมเพิ่มเพดานกู้ยืมกองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท รวมทั้งทบทวนกฎหมายสำคัญ 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมาย การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้ชีวิตในสังคม
“ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน ทุกนโยบายต้องเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายนิกรกล่าว