“แตกต่างจากประเทศไทย ซึ่งสาเหตุที่ปัญหาในสถานบริการในประเทศไทยยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก 1.กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน 2.การไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของผู้รับผิดชอบ แต่ใช้เป็นช่องทางหารายได้พิเศษ 3.ความเคยชินของประชาชนที่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และไม่มีใครคิดจะเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ หรือยากเกินไปที่จะแก้ไข อย่างมากก็ได้แค่ออกมาพูดผ่านสื่อ แม้แต่ผู้นำทางความคิดและสื่อมวลชนที่เสนอว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจริงจังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่ใช้บริการในสถานบันเทิงต่างๆ ดังนั้นต้องแก้ปัญหาข้างต้น คือ มีผู้นำที่จะริเริ่มแก้กฎหมาย และทำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่สามารถ หรือหมดความจำเป็นที่จะต้องหารายได้พิเศษจากการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย” ผศ.ดร.เจริญ กล่าว
ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย และกทม. ได้เร่งตรวจสอบสภาพของสถานบริการ และ ร้านที่คล้ายสถานบริการใน 30 วัน จุดนี้ถ้าจะให้ดีและเป็นที่ยอมรับ ควรมีภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย และครบกำหนดก็ต้องเปิดเผยต่อประชาชน ผ่าน Open data เข้าไปในเว็บไซต์ ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศ และสามารถร้องเรียนได้เมื่อเกิดปัญหา ซึ่งหากไม่มีตรงนี้สุดท้ายแล้วเรื่องก็จะเงียบหายไป
นายธีระ กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมาย ทั้งกระทรวงมหาดไทย พรรคการเมือง มีการยกร่าง และศึกษาไว้ แต่ในมุมมองจากภาคประชาชน เห็นว่าเนื่องจากกฎหมายเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมอย่างมาก และอีกด้านเป็นการเพิ่มการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ซึ่งความย้อนแย้งนี้ หากไม่มีมุมมองจากภาคสังคมมาถ่วงดุลอาจทำให้กฎหมายอาจเอื้อไปทางมิติเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเป็นหลัก เสียสมดุลในการลดผลกระทบความรุนแรงลงได้
ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงเตรียมยกร่างการแก้ไขกฎหมายและรวบรวมรายชื่อ 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรอบเนื้อหา ประกอบด้วย นิยามขอบเขตของสถานบริการ และคล้ายสถานบริการ เงื่อนไขการขออนุญาตด้านรูปแบบอาคารที่ใช้ สถานที่ที่สามารถขอใช้ การรับฟังความเห็นจากประชาชน นายทะเบียนที่จะให้อนุญาต หน้าที่ของผู้ประกอบการต่อความปลอดภัยประชาชน อำนาจของเจ้าพนักงาน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผล รวมไปถึงการปิดช่องในการทุจริตเรียกรับของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น
ขณะที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่า ในสมัยประชุมสภาที่แล้ว ได้มีญัตติแก้ไขกฎหมายสถานประกอบการ ทางกรรมาธิการได้มีการศึกษาพบว่ามีปัญหาหลายมิติ ทั้งการเรียกรับส่วย การดูแลโซนนิ่งไม่ชัดเจน ปัญหาร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากคือเรื่องเสียงรบกวน ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหายาเสพติด เมาทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรม ค้ามนุษย์ รวมถึงค้าประเวณี จึงเสนอให้แก้ พ.ร.บ.สถานบริการซึ่งใช้มานานตั้งแต่ปี 2509 เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งพบว่า กว่า 90 % มีการเปิดคล้ายสถานบริการ โดยให้มีการปรับคำนิยาม จากที่เขียนว่า โรงน้ำชา รองเง็ง ซึ่งปัจจุบันคนไม่เข้าใจแล้ว แต่จริงๆ องค์ประกอบสถานบริการคือ มีดนตรี มีแอลกอฮอล์ และมีผู้ให้บริการ หากมีครบ 2 ใน 3 นี้ก็จะเข้าเกณฑ์ต้องขออนุญาตจากท้องถิ่นเพื่อเปิด ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสถานที่ โดยให้เป็นเบ็ดเสร็จที่ส่วนเดียว ไม่ต้องไปหลายหน่วยงาน
“สิ่งสำคัญควรมีการจัดโซนนิ่งอยู่ห่างจากชุมชน และเวลาเปิด ปิด เพราะยิ่งดึกยิ่งเสี่ยง มีโอกาสทำกิจกรรมเสี่ยงผิดกฎหมาย และคุมยาก กระทบกับประชาชนที่ต้องออกมาทำมาหากินปกติ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ตีสี่ ดังนั้นการมีกิจกรรมดึกๆ เสี่ยงกระทบกับสาธารณะ ดังนั้น 2 ปัจจัยหลัก คือสถานที่ที่ควรเปิด กับเวลา เปิด ปิด ต้องให้ท้องถิ่นอนุญาต เพราะเขาจะรู้จักพื้นที่ และเรื่องค่าใบอนุญาตต้องผันแปรไปตามความเสี่ยงด้วย เช่น เปิดดึก พื้นที่ใหญ่รับลูกค้าเยอะ ต้องยิ่งแพงขึ้น แล้วจ่ายกับรัฐหน่วยเดียว ไม่ต้องไปถูกรีดไถอีก” นายภัณฑิล กล่าว
สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับร่างกฎหมาย ฉบับพรรคประชาชนยกร่างนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นร่างการเงินด้วยเพราะมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ หากมีการเปิดสภาอีกครั้งก็จะมีการทวงถามอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุขึ้นกับโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องมีการแก้ไขแล้ว เพราะปัจจุบันเกือบทั้งหมดมีการทำผิด จดเป็นร้านอาหาร แต่กลับเปิดเป็นสถานบริการ กึ่งผับ บาร์ เปิดเพลง ดังนั้นต้องมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสถานบริการ และกฎหมายควบคุมอาคาร
ด้านนางสาวณัฐกมล นาคะพรหม ตัวแทนสถานประกอบการ กล่าวว่า ในมุมมองของผู้ประกอบการ เราเสียใจที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในครั้งนี้ ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องที่เราป้องกันได้ เชื่อว่าผู้ประกอบการและพนักงานทุกคนไม่ได้อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ขาดความเข้าใจหรือตระหนักว่า ความเสี่ยงต่างๆ ในร้านมีอะไรที่จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแบบนี้ขึ้นได้บ้าง ประกอบกับความหล่ะหลวมของภาครัฐด้วย
“ผู้ประกอบการบ้านเราไม่ค่อยมีทางเลือก โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านกลางคืนประเภทต่างๆ อยากให้ภาครัฐเปิดใจให้กว้างและรับฟังผู้ประกอบการว่าเค้ามีความต้องการอย่างไรบ้าง และปรับแก้กฎระเบียบให้เหมาะสม อย่ากลัวว่าพวกเราจะเอาแต่มอมเมาหรือจ้องจะทำผิด เราอยากทำให้ถูกต้อง แต่เมื่อกฎหมายไม่เอื้อ การทำให้ถูกต้องมันยากกว่าทำผิดหลายเท่า บางส่วนเลยเลือกที่จะไม่เข้าระบบหรือยอมที่จะจ่ายสินบนแทน หลังจากปรับแก้กฎระเบียบแล้ว ควรต้องมีการทำงานต่อเรื่องในการอบรมให้ความรู้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐ เปิดโอกาสให้เค้าได้ทำมาหากิน จัดหาที่ทางให้ทำอย่างถูกต้อง และตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ส่วนผู้ประกอบเองก็ต้องเคร่งครัด ยึดความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการเป็นสำคัญด้วย” นายณัฐกมล กล่าว