นายพนมวรรธ พันธ์ฤทธิ์ดำ นิสิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร ประธานชมรม The Blue Voice Club รุ่นที่1 กล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจและเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างยิ่ง ที่ต้องสูญเสียคนสำคัญจากความประมาทของผู้ที่เลือกดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ สะท้อนถึงการขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน คนรุ่นใหม่ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ดื่มแล้วไม่ขับ เตือนเพื่อน หยุดเพื่อน คือสิ่งที่ทุกคนควรร่วมกันทำ เพราะในยุคที่สามารถเรียกรถรับส่งได้ง่ายเพียงไม่กี่คลิก การเลือกเมาแล้วขับไม่ควรมีข้ออ้างใดมารองรับได้อีกต่อไป สังคมไทยมีบทเรียนจากคดีเมาแล้วขับมามากพอแล้ว และถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันสร้างจิตสำนึกเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถานศึกษาในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับเยาวชนเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยบนท้องถนนควรเป็นเรื่องที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างจริงจัง เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมที่มีความรับผิดชอบและเคารพต่อชีวิตของผู้อื่น
ด้าน นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งของสังคมไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ดื่มแล้วขับชนคนตายเกิดขึ้นบ่อยมาก จนแทบกลายเป็นความชาชินไปแล้ว ซึ่งความชาชินจนเป็นเรื่องปกตินี้ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความอันตรายขั้นสูงของปัญหาต่างๆ เมื่อใดก็ตามที่ปัญหานั้นอยู่ในความสนใจของสังคมเพียงชั่วคราว เหมือนไฟไหม้ฟาง เกิดขึ้นซ้ำซากจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ของสังคมนั้น นั่นคือสัญญาณอันตรายยิ่ง และยากที่จะแก้ปัญหา
กรณีนี้จึงถึงเวลาแล้วที่จะลดความสูญเสียอย่างเป็นรูปธรรม ควรนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง และเร็วๆนี้เครือข่ายจะยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองเพื่อให้เร่งเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก โดยเฉพาะ มาตรา 160 ตรี ที่กำหนดโทษของผู้ดื่มแล้วขับและไปก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นจนถึงแก่ความตายให้ได้รับโทษจำคุกจริง
“ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (2) และ มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถ ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และหากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเลิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่โดยข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบว่าหากผู้กระทำความผิดรู้สึกสำนึกในความผิด และได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย โอกาสที่ศาลท่านจะพิจารณาลดโทษให้ค่อนข้างสูง และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วางหลักไว้ว่าหากคดีนั้นศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรากฎว่าผู้นั้นไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยรับโทษในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดเล็กน้อย หรือพ้นโทษมาแล้วเกินกว่าห้าปี
เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาววะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปราณี ศาลอาจจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ก็ได้ โดยสรุปคือ เมาแล้วขับชนคนตาย ก็อาจจะไม่ติดคุกจริง จึงต้องมีความจำเป็นที่สังคมต้องมาพิจารณาเรื่องการเพิ่มโทษคนเมาแล้วขับที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการแก้กฎหมายที่ทุกพรรคการเมืองที่ควรให้ความสำคัญ” นายธีรภัทร์ กล่าว