มธ.ต้นแบบระบบดูแลจิตใจนักศึกษา ในวันที่โลกไม่อ่อนโยน
09 มี.ค. 2569
“ม.ธรรมศาสตร์” ต้นแบบระบบดูแลจิตใจนักศึกษา ในวันที่โลกไม่อ่อนโยน เกิดอะไรขึ้นกับวัยอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบัน อุปสรรค และหนทางแก้
ข่าว
09 มี.ค. 2569
“ม.ธรรมศาสตร์” ต้นแบบระบบดูแลจิตใจนักศึกษา ในวันที่โลกไม่อ่อนโยน เกิดอะไรขึ้นกับวัยอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบัน อุปสรรค และหนทางแก้
9 มีนาคม 2569 สภาวะความเครียดเรื้อรังจากการแข่งขันสูง นำมาสู่ความกดดันและเหนื่อยล้า ที่จะเติมเต็มความฝัน บรรยากาศในปัจจุบันถูกจำกัดความว่า The Burnout Society หรือยุคสมัยแห่งการหมดไฟ
แรงโหมจากสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นภัยสงคราม การก้าวล้ำทางเทคโนโลยี ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อการจ้างงาน และตำแหน่งงานแทบทั้งสิ้น เหล่านี้ยิ่งทำให้คนในปัจจุบันรู้สึกว่า ชีวิตเป็นของหนัก ในขณะที่จิตใจด้านในกลับเบาหวิว
ไม่ใช่เพียงแค่คนในวัยทำงาน หากแต่คลื่นความเครียด ยังได้แผ่กระจายเข้าห่มคลุมสถาบันอุดมศึกษา ลงไปถึงโรงเรียน นักศึกษาจำนวนไม่น้อยใจพัง ตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
ผลสำรวจของเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (TUN-HPN) ในปี 2565 ระบุว่า มีนิสิตนักศึกษาราว 40% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 9,050 คน ที่มีความเครียดบ่อย-เครียดตลอดเวลา มากไปกว่านั้นคือพบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกเศร้า มี 12% เคยทำร้ายตัวเอง มี 4% เคยคิดฆ่าตัวตาย และมีถึง 4.3% ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า มีอาการทางจิตเวช
ผศ.บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อสุขภาพจิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย 1. การปรับตัวจากการเป็นนักเรียนมาสู่นักศึกษา ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น 2. ความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน รวมถึงอาจารย์ 3. ความคาดหวังเกี่ยวกับการเรียนและมีงานทำหลังจบการศึกษา
นอกจากนี้นักศึกษาหลายรายมีอาการของโรค ทั้งโรคทางอารมณ์ และความวิตกกังวลซึ่งผ่านการรักษาอย่างต่อเนื่องมาจนเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้การปรับตัวต้องใช้ความพยายามมากขึ้น อีกทั้งยังพบนักศึกษาที่แสดงอาการทางจิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคจิตเภท ที่มีการแสดงอาการได้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงาน ทำให้การปรับตัวในชีวิตยากขึ้นไปอีก โดยความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิต มีตั้งแต่ระดับที่สามารถรับมือหรือปรับตัวได้เอง ต้องการการปรึกษาเพื่อให้ผ่านภาวะวิกฤต ไปจนถึงระดับรุนแรงที่เริ่มทำร้ายตัวเอง และพยายามจะปลิดชีวิตตัวเอง (Suicide attempt)
จากการทำงานในอดีตของ ศูนย์ให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU Well-Being : Counseling Center) ชี้ชัดลงไปว่า นอกเหนือจากความเครียดที่เกิดขึ้น กับนักศึกษาทุกชั้นปี ที่มีกราฟความเครียดพุ่งสูง ในช่วงของการสอบและการประกาศผลคะแนนแล้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นกลุ่มคนที่ต้องการการใส่ใจเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบของมหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะปรับตัวเรื่องระบบการเรียนแล้ว ความรับผิดชอบในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น การย้ายที่อยู่มาอาศัยในหอพัก การปรับตัวเข้ากับเพื่อน การวางแผนการเงิน สิ่งเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียดและความกังวลมากขึ้น
จากผลการทำงานด้านสุขภาพจิต ทำให้ช่วงหลังมานี้ มีการพูดถึงการจัดทำมาตรการ หรือการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษาอย่างเข้มข้น ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่า เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในปี 2568-2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายใต้การนำของ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ได้ยกเรื่องนี้เป็น Quick Big Win หรือวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์
ระบบดูแลสุขภาพจิตธรรมศาสตร์ ดำเนินการโดยมีแกนกลางอยู่ที่ศูนย์ Thammasat Well Being Center ทำหน้าที่ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก ตั้งแต่การให้คำปรึกษารายบุคคล การให้คำปรึกษาผ่าน Call Center การให้บริการโดยจิตแพทย์ การรักษาผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) การจ่ายยาร่วมกับโอสถโดมของคณะเภสัชศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ การพัฒนาแอปพลิเคชัน TU Wellness ที่เชื่อมกับ TU GREAT เพื่อประเมินปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตัวเอง ไปจนถึงการรับมือเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพจิต
ปัจจุบันการขอเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต จะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ช้าสุดไม่เกิน 2 วัน โดยไม่รวมกรณีที่ต้องการนัดเวลาตาม ที่ตัวเองมีความสะดวก ในกรณีจำเป็นต้องรับยา สามารถนำใบสั่งยาไปติดต่อที่โอสถโดมได้ หรือหากเป็นยานอกบัญชี ก็สามารถติดต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ
ในแง่ของอัตรากำลังคนที่ให้บริการจะแบ่งเป็น ส่วน คือ 1. บุคลากรของธรรมศาสตร์ 2. นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานจากโรงพยาบาลแล้ว 3. นักศึกษาฝึกงาน 4.บุคคลภายนอกที่ติดต่อมาให้บริการเพิ่ม
สำหรับศูนย์รังสิต มีนักจิตวิทยา 1 คน นักแนะแนว 2 คน และจิตแพทย์พาร์ตไทม์ 3 คน ท่าพระจันทร์ มีนักจิตวิทยา 2 คน ศูนย์ลำปาง มีนักจิตวิทยาประจำอยู่ 2 คน และนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน (เฉพาะวันเสาร์) ส่วนศูนย์พัทยา มีนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน (มาทุกวันพุธ สัปดาห์เว้นสัปดาห์)
ในส่วนของนักศึกษาที่มาฝึกงาน และที่ผ่านการฝึกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ปัจจุบันมีมากกว่า 50 คน ซึ่งทำให้ธรรมศาสตร์ น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบุคลากรพร้อมให้บริการ ด้านสุขภาพจิตมากที่สุดในประเทศ
“นักศึกษาบางท่านไม่อยากรับบริการ จากระบบของมหาวิทยาลัย เพราะกลัวว่า จะมีคนอื่นรู้เรื่องของเขา มหาวิทยาลัยก็ได้ประสานไปยังโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อให้นักศึกษาได้รับส่วนลดพิเศษ ในการเข้าถึงบริการ นักศึกษาสามารถใช้บริการของคณะ ของมหาวิทยาลัย ของคู่ความร่วมมือ หรือหน่วยงานที่ทางมหาวิทยาลัย ไปประสานงานให้ตามความต้องการของนักศึกษา นี่คือส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันความตั้งใจ และการให้ความสำคัญกับเรื่อง Well Being ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผศ.บุรชัย ระบุ
ด้าน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักศึกษาไม่เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต เนื่องจากค่านิยมที่มองว่า การเข้ารับการประเมินและบริการสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ซึ่งธรรมศาสตร์พยายามสื่อสารและปลูกฝังให้นักศึกษาเข้าใจว่า ในเมื่อร่างกายเจ็บป่วยได้ จิตใจก็ย่อมเจ็บป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นนอกจากการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการจัดบริการ เราให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อให้นักศึกษาที่กำลังมีปัญหา กล้าเข้ามารับบริการไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม
ทั้งนี้ ปัจจุบันจากนักศึกษาประมาณ 43,000 คน สถิติเฉลี่ยพบว่า ในแต่ละปีมีการติดต่อขอรับบริการด้านสุขภาพจิตแล้วกว่า 6,000 ครั้ง เชื่อว่าในอนาคตจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น แต่สะท้อนว่านักศึกษามีความตระหนักในการดูแลตัวเองและเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
“เราพยายามทำให้การรับบริการด้านนี้เป็นเรื่องปกติ และทำให้นักศึกษาทุกคนรู้ว่าที่มหาวิทยาลัยมีบริการเหล่านี้ให้เขามารับบริการได้เมื่อเจอปัญหา โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Thammasat Well Being Center ตั้งแต่นักศึกษาก้าวเข้าสู่ธรรมศาสตร์ในงานปฐมนิเทศนักศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในทุกคณะ รวมทั้งในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเปิดภาคการเรียน ก็จะให้อาจารย์ขอความร่วมมือจากนักศึกษาช่วยประเมินสุขภาพจิตตัวเองผ่านแอปฯ TU GREAT อีกส่วน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ
