กต.แจงเลิก MOU44 รีสตาร์ทเจรจา ยึดกฎหมายทะเลโลกสู้กัมพูชา
30 เม.ย. 2569

กต.แจงปมยกเลิก MOU44 เพื่อ “รีสตาร์ท” ชี้บริบทเปลี่ยนหลังกัมพูชาเข้าภาคี UNCLOS ย้ำไทยไม่เสียเกาะกูด เตรียมบีบเจรจาเส้นเขตแดนควบคู่ผลประโยชน์ทางทะเล
ข่าว
30 เม.ย. 2569

กต.แจงปมยกเลิก MOU44 เพื่อ “รีสตาร์ท” ชี้บริบทเปลี่ยนหลังกัมพูชาเข้าภาคี UNCLOS ย้ำไทยไม่เสียเกาะกูด เตรียมบีบเจรจาเส้นเขตแดนควบคู่ผลประโยชน์ทางทะเล
30 เมษายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศ กางโต๊ะแถลงปมร้อน MOU44 ชี้ชัดความจำเป็นในการยกเลิกเพื่อ "รีสตาร์ท" การเจรจาในวันที่บริบทเปลี่ยนไป หลังกัมพูชาเข้าเป็นภาคี กฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา การขยับหมากครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ไทยกัมพูชา เพื่อดึงการเจรจาให้กลับมาอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน ยืนยันสิทธิ์เหนืออธิปไตย เกาะกูด และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยกัมพูชาจะไม่สามารถมุ่งคุยแค่เรื่อง "ผลประโยชน์พลังงาน" เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
แต่ต้องเคลียร์เส้นเขตแดนให้ชัดเจนตามหลักสากล โดยในการบรรยายสรุป “แง่มุมทางกฎหมาย กรณี MOU 2544 ไทย - กัมพูชา” ซึ่งจัดโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวนำในตอนต้นว่า เรื่องเขตแดนเป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของรัฐ และมีความอ่อนไหวสูง จึงต้องจัดเวทีลักษณะนี้ขึ้นมา และคงไม่ได้มีเวทีเดียว
นโยบายของรัฐบาลเขียนไว้ชัด ให้เร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
สถานะตอนนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. มีมติให้ยกเลิกแล้ว ขณะนี้รอเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี
จากนั้น นายอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวขยายความว่า MOU2544 ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม แต่มีสถานะเป็น “สนธิสัญญา” แน่นอน เพราะสาระและเจตนารมณ์ของผู้จัดทำ สะท้อนแบบนั้น
แต่ย้ำว่า ตัว MOU ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เพราะสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า “เกาะกูดเป็นของสยาม”
ส่วนการลากเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชา เมื่อปี 2515 ผ่านเกาะกูด และปรากฏเป็นแผนผัง หรือแผนที่แนบท้าย MOU นั้น ไม่ได้แปลว่าไทยยอมรับแผนที่แนบท้ายนี้ เนื่องจากเป็นเพียงแผนที่หรือผังบรรยายว่าขอบเขตการอ้างสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร เพื่อนำมาสู่การพูดคุยกัน
ย้ำว่า สนธิสัญญานี้ หรือ MOU เป็น agreement to negotiate คือเจตจำนงเพื่อที่จะพูดคุยเจรจากัน เพราะก่อนหน้านั้นกัมพูชาไม่ยอมคุย
เมื่อมี MOU แล้ว ก็ถือเป็นคุณูปการของผู้ที่ยกร่าง MOU เพราะเขียนไว้ชัดให้สองประเทศคุยไปพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องเส้นเขตแดน และการพัฒนาพื้นที่ หรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน แต่ปัญหาของ MOU คือ กัมพูชามุ่งเจรจาเฉพาะเขตพัฒนาร่วมเท่านั้น และจะขอทั้งผืน โดยไม่คุยเรื่องเส้นเขตแดนเลย ทำให้ MOU ไม่เดินหน้า
นายอังกูร อธิบายต่อ โดยตอบคำถามว่า MOU คือกลไกทวิภาคี เมื่อไม่มีแล้ว ทั้งสองประเทศจะทำอย่างไร
คำตอบคือ แม้ MOU จะถูกยกเลิก แต่เส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาประกาศ และไทยประกาศ ก็ยังคงอยู่ รวมถึง “พื้นที่อ้างสิทธิ์” ก็ยังคงอยู่
เพียงแต่บริบทของสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะกัมพูชาให้สัตยาบันในการเป็นภาคีของ UNCLOS 1982 หรือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2569 ขณะที่ไทยให้สัตยาบันเมื่อปี 2554
ฉะนั้นการยกเลิก MOU จึงไม่ได้เป็นผลเสีย แต่เป็นผลดี เพราะทั้งสองฝ่ายอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ UNCLOS และอนุสัญญาฉบับนี้บอกคู่กรณีไปเจรจากันให้บรรลุผลโดยเที่ยงธรรม ถือเป็นพันธกรณีที่กัมพูชาก็ต้องปฏิบัติตาม
เพราะ UNCLOS เหมือนธรรมนูญของกฎหมายทะเล
ยืนยันว่าหลายเรื่องใน UNCLOS กระทรวงการต่างประเทศได้ศึกษารายละเอียดมาตลอด และไม่ได้ประมาท จึงมีความมั่นใจ มีข้อที่เป็นประโยชน์ และไทยกับกัมพูชาจะพูดคุยในระบอบเดียวกัน ต้องคุยกันภาษาเดียวกัน
เช่น เรื่องเกาะกูด ตามหลักกฎหมายทะเล เกาะต้องมีทะเลอาณาเขต ฉะนั้นจะไปลากเส้นผ่าเกาะเลยแบบที่เคยทำ ย่อมทำไม่ได้
ส่วนขั้นตอนต่อไปของการยกเลิก MOU รองอธิบดีอังกูร บอกว่า การยกเลิกไม่ต้องไปขอการรับรองจากรัฐสภา แต่ถ้า ครม.สงสัย ก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้
จากนั้นเมื่อฝ่ายไทยดำเนินการภายในแล้วเสร็จ ก็ต้องแจ้งฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ตามกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ
“เป็นการเลิกเพื่อรีสตาร์ทใหม่ เพราะ 25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาเจรจาเฉพาะผลประโยชน์ทางทะเลอย่างเดียว แต่ UNCLOS บังคับให้คุยเรื่องเส้นเขตแดนด้วย และมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน”
นายรัชภูมิ บุญรอด รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อธิบายเงื่อนไขการยกเลิก MOU2544
- การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนอยู่บนหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ
- การบอกเลิก MOU ใช้กฎหมายเกี่ยวกับสนธิสัญญา ก็คือ อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969
- ไทยสามารถบอกเลิกฝ่ายเดียวได้ เป็นสิทธิที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต
- การแจ้งบอกเลิก ไม่จำเป็นต้องระบุพื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการบอกเลิก
- แม้ไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาเวียนนาฯ แต่ข้อบัญญัติหลายๆ ข้อในอนุสัญญาเวียนนา ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม ฉะนั้นไทยจึงสามารถอ้างอิงโดยใช้หลักกฎหมายจารีตประเพณีได้
ประเด็นต่อมาคือ เมื่อเลิก MOU แล้ว และทั้งสองประเทศอยู่ภายใต้กรอบ UNCLOS 1982 ด้วยกัน การดำเนินการในลำดับต่อไปจะเป็นอย่างไร
รองอธิบดีรัชภูมิ อธิบายว่า การเจรจาเรื่องทะเลอาณาเขตของรัฐ ที่มีอาณาเขตทางทะเลต่อเนื่องกัน ต้องไปเจรจาตกลงกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ใช้ “เส้นมัธยะ” ซึ่งหมายถึงเส้นแบ่งเขตแดนที่ลากผ่านจุดกึ่งกลางระหว่างชายฝั่งของสองประเทศ
โอกาสนี้ ทั้งอธิบดี และรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ช่วยกันอธิบายเสริมว่า การเลือกจุดเริ่มต้นของการลากเส้นแบ่งอาณาเขตทางทะเล ต้องอยู่ภายใต้กติกาและกฎหมายทะเล รวมถึงพัฒนาการของกฎหมายทะเลผ่านคำพิพากษาคดีต่างๆ ของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศด้วย
ฉะนั้นผลที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ เส้นที่กัมพูชาลากผ่านเกาะกูด ย่อมใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเกาะ 1 เกาะต้องมีน่านน้ำของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่ยืนอยู่บนเกาะ แล้วเดินลงมาด้านหนึ่งเป็นกัมพูชา อีกด้านหนึ่งเป็นไทย
นายรัชภูมิ รองอธิบดีฯ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อธิบายต่อว่า การเจรจาเรื่องเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีป UNCLOS ให้ทำด้วยความตกลงระหว่างกัน “ให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม”
และถ้าตกลงกันไม่ได้ในระยะเวลาอันสมควร ให้ดำเนินการทำความตกลงที่มีลักษณะชั่วคราว ที่ปฏิบัติได้ เช่น พื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนที่ไทยทำกับมาเลเซีย
นอกจากนั้น UNCLOS ยังระบุไว้ชัดว่า ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงที่เที่ยงธรรมและยอมรับได้ ห้ามทุกรัฐไปกระทำการในสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา ที่ทำให้ไม่เกิดข้อตกลงในอนาคต เช่น ไม่ไปดึงทรัพยากรมาใช้ฝ่ายเดียว
รองอธิบดีฯ รัชภูมิ อธิบายอีกว่า กลไกการระงับข้อพิพาทใน UNCLOS กำหนดไว้ 3 เซคชั่น หลักๆ คือ คู่พิพาทต้องตกลงกันเองก่อน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ใช้สิทธิฝ่ายเดียว ด้วยการไปฟ้องศาลโลก, หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือศาลอนุญาโตตุลาการ
อย่างไรก็ดี การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ทั้งไทยและกัมพูชาไม่รับอำนาจศาลโลก และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
ในตอนท้าย ผู้บริหารกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย สรุปว่า
การยกเลิก MOU2544 และไปใช้กรอบกติกาของ UNCLOS ยังคงเป็นกลไกทวิภาคีของทั้งไทย และกัมพูชาเป็นหลักเช่นเดิม เพียงแต่ UNCLOS จะเป็นตัวกำกับให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจา ภายใต้กติกาของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกติกาสากล
ข่าวล่าสุด