คดีดังกล่าว ศาลปกครองพิพากษาว่า อุบัติเหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุสุดวิสัย หากเจ้าเหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมทางหลวง) ได้จัดการระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลในการปฏิบัติงานและดูแลความปลอดภัยในระหว่างการดำเนินการงานก่อสร้างและบูรณะสะพานอย่างเคร่งครัด อุบัติเหตุย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงได้ละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 4 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ. 2535 ประกอบข้อ 2 ข้อ 17 (1) และ (3) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมทางหลวง) จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
“จากคำพิพากษาเห็นได้ว่า เมื่อเกิดกรณีความเสียหาย อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยของรัฐใดที่ต้องกระทำนั้น แม้จะเป็นความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของเอกชนที่ได้รับว่าจ้างจากหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นก็ดี หรือเป็นความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของหน่วยงานของรัฐก็ดี หน่วยงานของรัฐดังกล่าวย่อมต้องผูกพันในผลของการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย ดังนั้น สำหรับเหตุการณ์โครงสร้างสะพานบริเวณถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2568 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการย่อมมีหน้าที่กำกับดูแลให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยต่อศาลปกครองได้” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การฟ้องหน่วยงานของรัฐมักจะมีข้อกังวลตามมาว่า การที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะเป็นภาระแก่ประชาชน เพราะเป็นการนำงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากรายได้ที่เป็นภาษีอากรมาจ่าย แต่ต้องเข้าใจว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายเป็นกลไกในการเยียวยาความเสียหายนี้เพื่อคุ้มครองประชาชนที่ถูกละเมิดโดยหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ที่ทำละเมิดได้ หากเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
“การฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ เจ้าของโครงการเป็นมาตรการในการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น และเป็นเพียงการสร้างความตระหนักให้กับรัฐบาลในการควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างให้ดีขึ้นเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ยั่งยืน สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือควรเน้นมาตรการเชิงป้องกัน หากพิจารณาแนวทางในการป้องกันปัญหาเรื่องนี้ จะพบว่าในหลายประเทศใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมดูแลการก่อสร้างของเอกชนที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้” รศ. ดร.สุปรียา กล่าว
รศ. ดร.สุปรียา กล่าวถึงข้อเสนอที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยแบ่งออกเป็น 4 มาตรการ ได้แก่
- กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย เช่น กำหนดทุกโครงการก่อสร้างภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินการในพื้นที่สาธารณะจัดทำระบบบริหารความปลอดภัย (Safety Management System - SMS) กำหนดให้มี เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยประจำโครงการ (Project Safety Officer) ที่ต้องผ่านการอบรมและมีใบอนุญาตรับรองจากรัฐ
- กำหนดมาตรการการตรวจสอบ เช่น มีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบจากภายนอก (Independent Safety Auditor) ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อประเมินความปลอดภัยอย่างเป็นกลาง มีการตรวจ Site ก่อสร้างแบบสุ่ม (Random Inspection) และมีอำนาจสั่งให้ระงับการดำเนินการได้หากเห็นว่าไม่ปลอดภัย
- กำหนดมาตรการลงโทษที่ได้สัดส่วนและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายต่อสาธารณะ เช่น ประเทศออสเตรเลียมีฐานความผิด Industrial Manslaughter เมื่อมีลูกจ้างหรือบุคคลอื่นเสียชีวิต เพราะนายจ้างหรือบริษัทประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 25 ปี และโทษปรับองค์กร (Corporate Penalty) สูงสุดถึง 16.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษมีฐานความผิด Corporate Manslaughter โดยมีโทษปรับที่ไม่จำกัดจำนวนเงิน อันเป็นความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคลที่ครอบคลุมไม่ว่าเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน องค์กรของรัฐ เพื่อให้องค์กรใส่ใจในมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง
- กำหนดมาตรการด้านความโปร่งใสของโครงการก่อสร้าง เช่น ประเทศออสเตรเลียกำหนดให้โครงการก่อสร้างต้องมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยสู่สาธารณะ (Public Safety Records) ประชาชนสามารถตรวจสอบชื่อผู้รับเหมา รายงานอุบัติเหตุ ผลการตรวจสอบความปลอดภัยจากหน่วยงานของรัฐได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการสร้างแรงกดดันทางสังคม ทำให้หน่วยงานของรัฐต้องจริงจังต่อการคัดเลือกบริษัทก่อสร้าง และควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างอย่างจริงจังอีกด้วย
“ถ้ารัฐบาลมัวแต่จดสมุดพกของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยไม่แก้ไขปัญหาเรื่องมาตรการความปลอดภัยของถนนพระราม 2 อย่างจริงจัง เชื่อว่าสถิติของความสูญเสียและสถิติคดีที่ประชาชนฟ้องหน่วยงานของรัฐคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้” รศ.ดร.สุปรียา กล่าว