ขณะที่ น.สพ.ขจรพัฒน์ บุญประเสริฐ นายสัตวแพทย์ประจำศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2567 ได้มีการท้วงติงเรื่องการฝังช้างที่อยู่ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำแม่แตง เพราะตามหลักบนพื้นฐานวิชาการ จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมา คือ ของเสียจากการเน่าสลายของซากก็จะซึมลงน้ำ และหากว่ามีฝนตกมาเพิ่ม มีน้ำมาเพิ่ม น้ำเซาะตลิ่ง และน้ำพัดหลุมเซาะกินก็อาจจะมีซากช้างลอยออกมา รวมไปถึงหากซากเน่าก็จะมีการหมักหมมของเชื้อโรคกระจายลงไปในแม่น้ำที่จะมีผลกระทบต่อทั้งคน และสัตว์ที่ใช้ประโยชน์จากลำน้ำแม่แตง ซึ่งสิ่งที่ควรปฎิบัติ คือ การนำเครื่องจักรหนักมายกซากช้างไปฝังในที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
"ส่วนกรณีทางเจ้าของช้างได้มีการมาเปิดหลุมช้าง และใช้วิธีการเผานั้น ก็ต้องดำเนินการ เพราะตามที่ได้แนะนำไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งการเผาซากคงจะต้องการลดขนาดซาก เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายซากออกไปฝังในจุดใหม่ที่มีความเหมาะสม แต่ผมไม่ได้เข้าไปทำงานตรงจุดนั้น ตอนนี้มีหน้าที่ในการประเมินสุขภาพช้างที่อยู่ในลำน้ำแม่แตงทั้งหมดกว่า 49 ปาง ช้างจำนวน 546เชือก โดยปางช้างของมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และช้างได้รับผลกระทบนั้น ได้ประเมินสุขภาพช้างทั้ง 116 เชือกเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" น.สพ.ขจรพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ น.สพ.ขจรพัฒน์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
"เข้าใจว่ามีความสูญเสียเกิดขึ้น มีความเศร้าเสียใจเกิดขึ้น แต่ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนก็เข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหากันเต็มที่เต็มกำลัง บางปัญหาก็ต้องมีสติมีหลักวิชาการในการแก้ไขปัญหาที่เจอ เช่น ประเด็นเรื่องการเรื่องการฝังซากคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะฝังซากตรงนั้นที่ห่างจากแม่น้ำนิดเดียว
ขอแนะนำด้วยความหวังดีอยู่บนพื้นฐานวิชาการ ด้วยเหตุและผลกระทบที่จะตามมาคือ 1.ของเสียจากการเน่าสลายของซากก็จะซึมลงน้ำ 2. ถ้าฝนตกเพิ่ม น้ำมาเพิ่ม น้ำท่วมหลุม น้ำพัดหลุมเซาะดิน เซาะตลิ่งซากก็อาจจะลอยออกมาอีก 3.ถ้าซากเน่ามีการหมักหมมของเชื้อโรค เชื้อโรคก็กระจายลงแม่น้ำไป สัตว์เอย คนเอย ที่อยู่ใต้ซากลงไปก็รับไปเต็มๆ เงินบริจาคตั้งมากมายควรจะเจียดมาเช่าเครื่องจักรหนักมายกเอาซากออกแล้วไปฝังในที่ๆเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่ต่อไป ปศุสัตว์ในพื้นที่ สาธารณสุขในพื้นที่ว่าไงครับ ถ้าคิดให้ดีแก้ไขตอนนี้ก็น่าจะยังทัน
โชคดีนะครับชาวแม่แตง"
สัตวแพทย์ มช. ชี้เผาซากช้างที่จมน้ำแล้วถูกฝัง ต้องยึดหลักวิชาการ ป้องกันไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม
ด้าน รศ.ดร.น.สพ.เฉลิมชาติ สมเกิด ผู้ช่วยคณบดี คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สัตว์ที่จมน้ำตายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพร่างกายอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากปล่อยให้เน่าเปื่อยอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งกรณีของช้างที่ล้มไป 2 เชือก และได้มีการใช้วิธีฝังนั้น หากมีการฝังลึก 2-3 เท่าตัวหรือประมาณ 6 เมตร และห่างจากริมฝั่งแม่น้ำ 30 เมตร พร้อมกับมีการโรยปูนชาวตามหลักวิชาการ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่กรณีที่มีการนำซากช้างมาเผา จะต้องทำคันดินล้อมรอบหลุมที่เผา และเมื่อทำการเผาซากช้างแล้ว ต้องขุดดินออกไปด้วย เพื่อไม่ให้ของเหลวที่เป็นสารคัดหลั่งจากซากช้างหลงเหลืออยู่ และป้องกันไม่ให้ปนเปื้อนลงไปในแหล่งน้ำ ซึ่งเข้าใจว่ากรณีของมูลนิธิอนุรักษ์ช้าง และสิ่งแวดล้อม ได้มีการเผาซากช้างนั้น จะเป็นการลดขนาดของซาก เพื่อเคลื่อนย้ายไปฝังในจุดที่เหมาะสม