“วันนี้ผู้สมัครในเขตบางพลัด มีทั้งหมดสี่ท่าน ผมเป็นลำดับที่สามในทั้งหมดสี่ท่าน แล้วก็เป็นน้องใหม่จริงๆ สำหรับสนามนี้ในเขตบางพลัดซึ่งก็มีข้อวิตกกังวลว่า ไม่รู้ว่าจะเป็นที่รู้จักของประชาชนในพื้นที่มากน้อยขนาดไหนแต่ว่าดั้งเดิมของผม เป็นลูกหลานตลาดกรุงธน บรรพชนผมขายของทำมาหากินอยู่ที่บางพลัด ผมก็เชื่อว่าไม่มากก็น้อยก็มีคนรู้จักผม เกิดและเติบโตใช้ชีวิตอยู่ที่บางพลัดและนโยบายสิ่งต่างๆ ที่ผมนำเสนอต่อพี่น้องชาวบางพลัดวันนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก"
“วันที่ 28 มิถุนายนนี้ อยากให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตของท่านในบ้านเกิดของท่านในแต่ละเขต ก็อยากให้โปร่งใส กลุ่มคนที่รักและชื่นชอบผู้สมัครท่านใดในพื้นที่เขตนั้นก็ให้ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงเป็นจำนวนมาก เห็นว่าครั้งนี้บางท่านที่เคยไม่เคยใช้สิทธิ์ในครั้งก่อนหน้านี้จะออกมาใช้สิทธิ์ในครั้งนี้ค่อนข้างจะจำนวนเยอะพอสมควรออกมาเลือกและมาใช้สิทธิ์บุคคลที่ท่านชื่นชอบและคิดว่าเป็นตัวแทนของท่านในเขตพื้นที่”
สำหรับการเลือกตั้งสก. เขตบางพลัดนั้น มีผู้สมัคร จำนวน 4 ท่าน คือ
ภัทราพร ปาลวงษ์ – สังกัด พรรคประชาธิปัตย์
เอกนรินทร์ พัชรประกาย – สังกัด พรรคประชาชน
ณัฐภาคย์ ภัทรลีลา หรือ เปตอง – สมัครในนาม อิสระ
พันตำรวจเอก ภิญโญ ป้อมสถิตย์ – สมัครในนาม อิสระ (แชมป์เก่า ส.ก. เขตบางพลัด ที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ซึ่งคราวนั้น เขาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่มารอบนี้ ลงในนามอิสระ )
ศึกเลือกตั้ง ส.ก. บางพลัดรอบนี้ ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ "ชิงดำ" ที่คาดเดาผลการเลือกตั้งได้ยากมาก เนื่องจากเป็นการปะทะกันของ 3 ขั้วอำนาจหลักที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นในพื้นที่
ศึกรักษาแชมป์ของเจ้าถิ่นเดิม คือ พ.ต.อ. ภิญโญ ป้อมสถิตย์ มีข้อได้เปรียบสูงมากจากการเป็น ส.ก. คนล่าสุด มีฐานเสียงฝังลึกและทำงานคลุกคลีกับชุมชนในเขตบางพลัดมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา การลงสมัครในนามอิสระรอบนี้ทำให้สามารถดึงฐานคะแนนเสียงส่วนตัวและกลุ่มคนที่ไม่ยึดติดกับพรรคการเมืองใหญ่ได้ดี
การท้าชิงจากค่ายสีส้ม คือ คุณเอกนรินทร์ พัชรประกาย จาก พรรคประชาชน ได้รับกระแสเกื้อหนุนอย่างรุนแรงจากความนิยมของพรรคในเขตเมืองหลวง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร กทม. ทำให้ฐานคะแนนเสียงฝั่งเสรีนิยมเทใจให้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ฐานเสียงดั้งเดิมของค่ายประชาธิปัตย์ คือ ภัทราพร ปาลวงษ์ ลงสู้เพื่อทวงคืนพื้นที่ให้กับ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขตบางพลัดและพื้นที่ฝั่งธนบุรีนั้น ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและเป็นฐานเสียงดั้งเดิมที่เหนียวแน่นของพรรคมาอย่างยาวนาน จึงมีกลุ่มคะแนนจัดตั้งและแฟนคลับดั้งเดิมคอยสนับสนุนอยู่ไม่น้อย
สนามบางพลัดถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของฝั่งธนบุรี เป็นการวัดพลังกันระหว่าง "กระแสพรรค" (พรรคประชาชน) ปะทะ "กระสุนและบารมีส่วนตัว" (แชมป์เก่าอิสระ) และ "ฐานเสียงเก่าแก่" (ประชาธิปัตย์) ทำให้ไม่มีใครสามารถประมาทใครได้เลยแม้แต่คะแนนเดียว