ขณะที่ผลการคาดการสถานการณ์ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 16- 22 กุมภาพันธ์ 2567
- พื้นที่กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2567
- 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2567
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กุมภาพันธ์ 2567
- ภาคตะวันออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2567
- ภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตราการที่ กทม. ประกาศให้ Work From Home และขอความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน จำนวน 151 แห่ง (60,279 คน) ระหว่างวันที่ 15 - 16 ก.พ. 67 หลังค่าฝุ่นพิษ อยู่ในระดับสีแดง 20 เขต นั้น นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ได้อธิบายว่า มาตรการ WFH จะช่วยลดฝุ่นได้แค่ไหน? ระบุว่า
ตอนนี้ทางกทม.เราประกาศการ WFH ภายในองค์กร (ยกเว้นหน่วยให้บริการประชาชน) และขอความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน (เครือข่ายเกิน 60,000 คน) ให้ WFH เช่นกัน
WFH มีข้อดีสองมิติคือ
1.การลดปริมาณฝุ่นจากการเดินทางไปที่ทำงาน
2.การป้องกันสุขภาพจากการลดการออกไปข้างนอก
ในมิติของการลดปริมาณฝุ่นจากการเดินทาง ผมขอแชร์งานวิจัยของ อ.ภัคพงศ์ พจนารถ จากคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม NIDA ที่ได้ทำข้อมูลมา อ.วิเคราะห์หลายนโยบาย เช่น WFH, ห้ามการเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด, เปลี่ยนรถเมล์เป็น NGV, ขยายขอบเขตพื้นที่จํากัดเวลารถบรรทุกขนาดใหญ่
โดยพิจารณา 3 ปัจจัย:
1.ปริมาณ PM2.5 ที่ลดลง (หน่วย: กก.ต่อเดือน)
2.ต้นทุนส่วนเพิ่ม (หน่วย: บาทต่อ กก.ต่อเดือน)
3.ระดับผลกระทบทางสังคม
สำหรับมาตรการ WFH มีรายละเอียดดังนี้
มาตรการ: ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาให้เจ้าหน้าที่ทางานจากระยะไกล (Work from remote) โดยตั้งเป้าไว้ที่ 30% และขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้พนักงานทางานจากระยะไกล
1.ปริมาณ PM2.5 ที่ลดลง: 29,746 กก./เดือน
2.ต้นทุนส่วนเพิ่ม: -56,402 บาท/กก./เดือน
3.ระดับผลกระทบทางสังคม: ต่ำมาก
[สรุป: ลด PM2.5 มาก + ต้นทุนตํ่า (ตํ่าจนกลายเป็นการประหยัด)]
เปรียบเทียบกับมาตรการจํากัดเวลารถบรรทุกใหญ่
มาตรการ: ขยายขอบเขตพื้นที่ในการจํากัดเวลารถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครจากวงแหวนรัชดาภิเษก ไปเป็นวงแหวนกาญจนา
1.ปริมาณ PM2.5 ที่ลดลง: 3,012 กก./เดือน
2.ต้นทุนส่วนเพิ่ม: 450,140 บาท/กก./เดือน
3.ระดับผลกระทบทางสังคม: ตํ่ามาก
[สรุป: ลด PM2.5 ตํ่า + ต้นทุนสูงมาก]
จากข้อมูลเหล่านี้ มีข้อสังเกตว่า
1.แม้ "ระดับผลกระทบทางสังคม" ของทั้ง 2 มาตรการจะอยู่ในเกณฑ์ “ตํ่ามาก” เท่ากัน แต่ปัจจัยเรื่อง ปริมาณ PM2.5 ที่ลดลง และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม นั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง
2.สำหรับ "ปริมาณ PM2.5 ที่ลดลง" มาตรการ Work From Remote ของภาครัฐเพียง 30% นั้นสามารถลด PM2.5 ได้มากกว่าการขยายขอบเขตพื้นที่จํากัดรถบรรทุก (29,746 กก./เดือน vs. 3,012 กก./เดือน)
3.แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจัยเรื่อง "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" ซึ่งสำหรับ มาตรการ WFH นั้นต้นทุนส่วนเพิ่มเป็น negative (-56,402 บาท/กก./เดือน) ซึ่งหมายความว่าจะทำให้เกิดการลดค่าใช้จ่าย เทียบกับมาตรการขยายขอบเขตพื้นที่ในการจํากัดเวลารถบรรทุกขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มที่สูงมากถึง 450,140 บาท/กก./เดือน