ด้านนายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า จะนำเรื่องที่นายอัครกิตติ์ ขอเงินเยียวยาส่งให้กับกรมคุ้มครองสิทธิ์ และเสรีภาพพิจารณาต่อไป ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถยื่นเรื่องได้ภายใน 1 ปี หลังจากมีคำสั่งให้ปล่อยตัว และยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่มีจำเลยในคดีมาเรียกร้องขอรับเงินเยียวยา เพราะถูกขังเกินวันของการรับโทษจริง เพราะที่ผ่านมามีแต่เหยื่อที่เป็นแพะมาขอรับเงินเยียวยา ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ คาดว่าจะทราบผลภายใน 1 เดือน
"ถ้าหากได้รับการอนุมัติ โดยเบื้องต้นนายอัครกิตติ์ จะได้รับเงินเยียวยา 2 ส่วน คือ ได้จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพวันละ 365 บาท เนื่องจากมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร และได้รับเงินเยียวยาจากกรมราชทัณฑ์วันละ 500 บาท ซึ่งแต่ละพื้นที่จังหวัด จะได้รับเงินไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับภูมิลำเนาของผู้ร้อง" นายกองตรี ธนกฤต กล่าว
ส่วนกรณีที่อยากให้มีการแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากผู้ต้องขังตามคำพิพากษา โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วย เพราะยังไม่ถือว่าเป็นนักโทษเด็ดขาด ควรได้รับสิทธิ์ที่แตกต่างกัน อีกทั้ง ยังเห็นว่าอยากให้มีการแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในคดีการเมืองออกมาด้วย ซึ่งจะให้ฝ่ายกฎหมายของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 นำไปพิจารณาเพื่อยื่นต่อกระทรวงยุติธรรมต่อไป
สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง นายอัครกิตติ์ ในข้อหาสมคบค้ายาเสพติด เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่มีความผิดในข้อหาฟอกเงิน จึงพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เนื่องจากนายอัครกิตติ์ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมากว่า 4 ปี เกินจำนวนวันที่ต้องรับโทษจริง จึงต้องได้รับเงินเยียวยาดังกล่าวด้วย