สำหรับมุมมองของตน เป้าหมายหลักของหลักสูตรใหม่ ควรเป็นการเน้นพัฒนาทักษะ-สมรรถนะ ที่นำไปใช้ได้จริงในอาชีพการงานและในชีวิต โดยขอเสนอกรอบเบื้องต้น ดังนี้
1) ปรับวิชาหรือเป้าหมายของวิชาให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักเรื่องทักษะ-สมรรถนะ , ทบทวนวิชาที่ควรมีหรือไม่มี , ปรับเป้าหมายของแต่ละวิชาให้เน้นทักษะที่สำคัญ มากกว่าการอัดฉีดเนื้อหา หรือข้อมูลให้กับผู้เรียน เช่น ภาษาอังกฤษที่เน้นการสื่อสาร หรือวิชาประวัติศาสตร์ที่เน้นการวิเคราะห์-ถกเถียง-แลกเปลี่ยน
2) ปรับวิธีการสอนและเสริมทักษะให้ครูสามารถพลิกบทบาทจาก "ครูหน้าห้อง" ที่เน้นถ่ายทอดความรู้ ผ่านการบรรยายทางเดียว มาเป็น "ครูหลังห้อง" ที่เน้นสร้างบรรยากาศและจัดสรรเวลาให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนมากขึ้น
3) ลดจำนวนชั่วโมงเรียนและคาบเรียน จาก 1,200 ชั่วโมงต่อปี เหลือประมาณ 800-1,000 ชั่วโมงต่อปี ตามมาตรฐานสากล ลดเนื้อหาหรือกิจกรรมในส่วนที่ไม่จำเป็นลง เพื่อเน้นที่คุณภาพของชั่วโมงเรียน และให้นักเรียนเหลือเวลาเพียงพอสำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการพักผ่อน
4) ลดภาระการบ้านและการสอบแข่งขันที่หนักเกินไป ปรับไปใช้วิธีประเมินผลรูปแบบอื่น เช่น การบูรณาการการบ้านหลายวิชา การทำกิจกรรมในเวลาเรียน การทำโครงการกลุ่ม ฯลฯ เพื่อลดภาระและความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเยาวชนไทย
5) เพิ่มเสรีภาพในการเรียนรู้ ลดวิชาบังคับ เพิ่มวิชาทางเลือก ให้นักเรียนมีอิสระ และมีส่วนร่วมในการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง โอบรับความหลากหลายของผู้เรียน ที่มีความถนัดและความชอบที่แตกต่างกัน
6) เพิ่มการตรวจสอบโดยประชาชน เพิ่มกลไกในการทำให้หนังสือเรียนและข้อสอบ ปรับตามและสอดรับกับหลักสูตรใหม่ ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนตรวจสอบเนื้อหาหนังสือเรียน และการเปิดข้อสอบ TCAS ย้อนหลังทั้งหมดพร้อมเฉลย
7) กระจายอำนาจด้านการออกแบบหลักสูตร โดยวางระบบให้มีหลักสูตร 3 ระดับ ประกอบด้วย แกนกลาง จังหวัด และสถานศึกษา ควบคู่กับการลดกลไกควบคุมจากส่วนกลาง เพื่อให้โรงเรียนมีอำนาจมากขึ้น ในการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการ และความจำเป็นของผู้เรียนในแต่ละโรงเรียน
8) วางกลไกสำหรับการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ให้มีการทบทวนหลักสูตรแกนกลางทุก 4 ปี เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และทักษะที่จำเป็นในแต่ละยุคสมัย
9) ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ออกแบบสภาพแวดล้อม และการเรียนการสอนในห้องเรียนที่เอื้อต่อการพร้อมตั้งคำถามและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ขณะเดียวกัน อยากเสนอส่านอกเหนือจากการจัดทำหลักสูตรใหม่ อีกมาตรการที่สำคัญ คือ การลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน หรือการพัฒนาผู้เรียน เพราะปัจจุบันประมาณ 40% ของเวลาทำงานครู ถูกใช้ไปกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียน จึงเสนอว่าต้องมีการเร่งทบทวนลดภาระงานครูทั้งในด้านงานเอกสาร งานธุรการ การเขียนรายงาน การนอนเวร ฯลฯ เพื่อลดภาระงานครูและคืนครูให้นักเรียน ตัดงานที่ไม่จำเป็นออก นำเทคโนโลยีมาช่วยงานในบางส่วน และการจัดหาบุคลากรด้านอื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระ
"ผมเข้าใจว่ารัฐบาลอาจมีเป้าหมายอื่นที่ตั้งไว้ แต่รัฐต้องระมัดระวังในการใช้วิธีโยนนโยบายไปให้ครูปฏิบัติ โดยไม่ประเมินภาระงาน และความคุ้มค่าของงานอย่างรอบคอบ เพราะทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น ครูมักต้องดึงตัวเองออกมาจากห้องเรียน เพื่อไปทำเอกสารรายงานการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ผลลัพธ์ของนโยบายดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริงตามที่รัฐคาดหวัง แต่ยังไม่สร้างผลดีทั้งต่อตัวครู ตัวผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาในภาพรวมด้วย" นายพริษฐ์ กล่าว