เตือนระวังผีป่าก็จะวิ่งมาสิงเมือง
เช่นเดียวกับ ศาสตราจารย์ พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ข่าวเรื่อง ครูกายแก้ว ว่า เป็นรูปเคารพที่ได้รับความนับถือในหมู่คนจำนวนหนึ่ง นัยว่า ครูกายแก้ว นี้ เป็นครูบาอาจารย์ของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นหลักฐานยืนยันได้แน่นอน ว่าเล่าลือกันมาจากที่ไหน
ความเลื่อมใสในเรื่องอย่างนี้ แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่สามารถบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจ ของสมาชิกในสังคมได้ในระดับหนึ่ง และถ้าไม่เกรงใจกันแล้ว ก็ต้องบอกว่า เป็นระดับที่สูงมากเสียด้วย
รูปอะไรก็ไม่รู้ ที่กราบไหว้กันอยู่นี้ มองในทางศิลปะ ก็สอบไม่ผ่านแน่ จะว่าเป็นมนุษย์ ก็เห็นจะไม่ใช่ จะเป็นสัตว์ก็ไม่เชิง
ผมยังนึกไม่ออกว่า การไปบูชารูปปั้นอย่างนี้ จะเป็นสวัสดิมงคลได้อย่างไร แถมเกรงว่าจะเกิดผลตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ
สำหรับประเพณีบ้านเมือง สถานการณ์อย่างนี้คล้ายกับที่คนแต่โบราณท่านพูดว่า ผีป่าก็จะวิ่งมาสิงเมือง ยิ่งนัก เฮ้อ !”
ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ระบุว่า หากวิเคราะห์ถึงมุมมองของสังคมไทยที่มัก "ข้ามข้อเท็จจริง" เมื่อสิ่งนั้นถูกเรียกว่า "ความเชื่อ" นำไปสู่คำถามสำคัญว่าทำไมอยู่ๆ จึงเกิดปรากฏการณ์ในทำนองนี้ในช่วงเวลานี้
“ถึงครูกายแก้วไม่ได้เป็นเทพ ไม่ใช่ครูของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไม่ได้สลักสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 ถ้าอ้างอิงว่ามาจากภาพสลักที่นครวัด แท้จริงก็มีสถานะเป็นท้าวพาณอสูรเท่านั้นก็ตาม"
"แต่สังคมไทยที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นเรื่องความเชื่อแล้วก็มักจะข้ามข้อเท็จจริงไป เพราะบางอย่างถ้าคลุมเครือจะช่วยให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าด้วยมีความลึกลับที่ซ่อนอยู่"
"เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ คือปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ปรากฏการณ์ความเชื่อพวกนี้มักเกิดในช่วงที่เกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ หรือในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่าน ที่คนในสังคมรู้สึกขาดหลักประกันความมั่นคง สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ครูกายแก้วจึงกลายเป็นกระแสในสังคมได้"
ก่อนหน้านี้ มีการถกเถียงกันอย่างหนัก จากนักประวัติศาสตร์ ที่ออกมาอ้างอิงหลักฐานศิลาจารึก ที่ใช้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ระบุว่า ครูของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีแค่บุคคลที่ชื่อ "ศรี ชัยมังคลารถะเทวะ" และ "ศรี ชัยกีรติเทวะ" ปรากฎชื่อจารึกปราสาทตาพรหม ในเมืองพระนครธม และไม่เคยมีบุคคลที่ "กายแก้ว" เลย
นอกจากนี้ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ไม่มีหลักฐานระบุว่า ทรงมีความเชื่อในไสยศาสตร์ ที่มีครูเป็นบุคคลรูปร่างเป็นอมนุษย์ อย่าง ครูกายแก้ว แต่อย่างใด
โทน บางแค ยันศรัทธา "ครูกายแก้ว" มีมานานแล้ว
ขณะที่ โทน บางแค ประธานกรรมการบริหารสมาคมผู้พระเครื่องพระบูชาไทย เปิดใจกับ ทีมข่าวเนชั่นทีวี ว่า ส่วนตัวนับถือ "ครูกายแก้ว" มานานแล้ว และมีความเชื่อเกี่ยวกับโชคลาภ เหรียญที่เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อวานนี้ (14 ส.ค.) ก็มีคนมาลงทะเบียนจนครบจำนวนแล้ว
ส่วนเรื่องที่ยุติการแจกเหรียญนั้น เพราะกลัวจะเกิดความนุนแรง ความเชื่อเรื่องไหว้หรือนับถือผีมีมานานแล้ว ไม่บังคับให้ใครมาเชื่อตาม คนที่นับถือ "ครูกายแก้ว" จะรู้ด้วยตัวเอง
ครูกายแก้วเป็นอะไรกันแน่?
นายไพศาล พืชมงคล เป็นกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) นักกฎหมายชาวไทย อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นักเขียนเจ้าของนามปากกา เรืองวิทยาคม โพสต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ครูกายแก้ว ระบุว่า
"สิ่งที่กำลังหลอกลวงให้ไขว้เขวกันอยู่!!! ครูกายแก้ว ไม่ใช่เทพอสูร เพราะเทพอสูร คือยักษ์ ที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จนบรรลุธรรมขั้นสูง คือชั้นพรหม จึงได้ชื่อว่า เป็นเทพอสูร เช่นท้าวลัสเตียน ซึ่งเป็นบิดาของทศกัณฐ์เป็นต้น ภูมิธรรมชั้นพรหมนี้ คือภูมิธรรมชั้นเดียวกันกับท้าวกบิลพรหม ซึ่งเป็นบิดาของนางสงกรานต์ทั้งเจ็ด
ครูกายแก้วไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่คนธรรพ์ ซึ่งอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่า ผีเปรตอสุรกาย และไม่ใช่บรมครูผู้ขมังเวทย์ แต่ท่านเป็นอสุรกาย ที่มีชาติภพภูมิเดิมเป็นนก ท่านไม่ใช่อาจารย์ของพระเจ้าสุริยะวรมัน ของขอมโบราณเลย
บทสวดมนต์และคาถาที่ใช้ในวันนั้น เป็นบทบิดเบือนบทสวดในศาสนาพุทธ จนวิปริตไปสิ้น บทที่สวดอัญเชิญ แท้จริงก็คือบทชุมนุมเทวดา ซึ่งชาวพุทธจะคุ้นเคย เวลาพระจะเริ่มสวดพระปริตร ก็จะมีพระที่นั่งลำดับที่ 3 สวดบทชุมนุมเทวดาที่ขึ้นต้นด้วย สัคเคกาเมจะรูเป... ซึ่งแปลว่าบัดนี้เป็นเวลาฟังธรรมแล้ว ขอเชิญเหล่าเทพทั้งหลาย (ไม่ได้เชิญพวกอสูรกาย เพราะพวกนี้ไม่ฟังธรรม) ฟังธรรมของพระบรมศาสดาเถิด นี่ไม่ใช่บทอัญเชิญ ครูกายแก้ว ที่ใช้สวดในวันนั้น!!!
เหตุที่ต้องสวดชุมนุมเทวดา ก็เพราะเทวดามาขอพรไว้ว่า อยากฟังธรรม ขอจงมีความเอื้อเฟื้อแก่เทวดาทั้งหลาย ให้ได้มีโอกาสฟังธรรมด้วยลักษณะของอสุรกายนี้ พวกกรีกได้สร้างเป็นภาพขึ้นมานานแล้ว ไม่ใช่คติภาพนิยมของพราหมณ์อินเดียใต้ หรือของขอมโบราณแต่ประการใด!!!
ต้องถามกรุงเทพมหานครว่า ถ้าประชาชน มีความหวาดกลัว หรือเกรงอัปมงคล หรือภัยพิบัติ แล้วจะให้ทำอย่างไร เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ได้แต่นึกสังเวช พวกนักการตลาดวิปริต ที่คิดวิปริต ต่าง ๆ นานาได้มาก
แท้จริงก็ต้องการหลอกคนจีน มาลงทุนในย่านนี้และหลอกขายรูปบูชา ให้แก่ผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญาแล้วคำนึงถึงอาเพศเหตุอัปมงคลที่จะบังเกิดในบ้านเมืองไหมนี่ ท่านใดมีใจหวาดกลัว ก็จงอาราธนาพระสงฆ์สวดพระปริตร และเพิ่มด้วยบทสวดถอนพัทธสีมาเถิด"
งานนี้ต้องรอดูต่อไปว่า กระแสของ ครูกายแก้ว จะมาแรงเหมือนยุค จตุคามรามเทพ หรือเปล่า และแท้จริงแล้ว ประวัติความเป็นมาของ "ครูกายแก้ว" มีที่มาที่ไปอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อและวิจารณญาณส่วนบุคคล