8. หลังจากลงมือทำร้ายร่างกายเสร็จ แม้ะก็ข่มขู่ว่าถ้าอยากเปิดร้านต่อ เราจะต้องถอนตัวจากการเป็นผู้ถือหุ้นของร้าน และต้องไล่พนักงานที่พวกเค้าไม่ชอบออก เค้าถึงอนุญาตให้ร้านเปิดขายของต่อไปได้ ส่วนมุ้ยเองก็พูดจาข่มขู่สารพัดซึ่งบางส่วนทุกคนฟังผ่านคลิปได้ค่ะ
“อย่าทำตัวเก่งที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่เรา”
“ห้างก็ไม่ช่วยคุ้มครองนะ”
จริง ๆ แล้วยังมีคำพูดอีกสารพัดที่พวกเค้าบอกกับเราว่าการแข็งข้อจะทำให้ชีวิตเราไม่เหลือความปลอดภัยเลย และทำไมเขามีอิทธิพลขนาดนั้น
9. เราเดินทางไปแจ้งความที่ สน.พระราชวัง พร้อมคลิปหลักฐานเพื่อลงบันทึกประจำวัน แต่คุณตำรวจบอกให้เราไปตรวจร่างกายก่อนจะนัดแจ้งความอีกทีในวันนี้ (28 มิถุนายน) เวลา 6 โมงเย็น
10. ระหว่างไปแจ้งความ พวกแม้ะ,มุ้ย ก็กลับมาที่ร้าน ข่มขู่พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ให้โทรหาเจ้าของร้านให้ได้ แถมให้ 2 สมุนมายืนจ้องพนักงานของร้านเพื่อกดดันให้ทำตามคำสั่ง
11. ทางร้านได้รับคำขู่ในวันที่ 28 มิ.ย. ห้ามเปิดร้านเด็ดขาด ถ้าเปิดร้านจะต้องมีเรื่องอีก เจ้าของร้านจึงตัดสินใจปิดให้บริการ 1 วัน
12. คืนวันเดียวกัน มุ้ยได้โทรมาพูดคุยกับเจ้าของร้านเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เรามีหลักฐานคลิปเสียงการสนทนาทั้งหมดและได้นำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ในบทสนทนาทั้งคู่ยังคงข่มขู่ และยืนยันว่าตำรวจก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ แถมยังข่มขู่จะทำลายของ, ทุบกระจกร้าน ฯลฯ
13. เราไม่ใช่คนแรกของร้านที่ถูกทำร้ายร่างกายค่ะ ก่อนหน้านี้มีพนักงานชายคนนึงที่โดนเหมือนกัน แถมยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาในตึก ถ้าฝ่าฝืนก็จะโดนทำร้ายอีก ทำให้พนักงานคนนั้นต้องลาออก
ส่วนข้อที่ 14 เป็นต้นไปจะเป็นดีเทลรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน - ปัจจุบัน นะคะ
14. วันที่ 28 มิ.ย. ทางร้านปิดบริการ 1 วันค่ะ เนื่องจากพนักงานส่วนมากรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการโดนคุกคาม และ ข่มขู่ และเราได้เดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และมีนัดอีกที่วันที่ 2 ก.ค. ค่ะ ทางเราจะเริ่มทยอยส่งหลักฐานให้กับทาง สน เพิ่มเติมในวันที่ 2 ก.ค. และจะแจ้งความเพิ่มด้วยค่ะ ข้อหาข่มขู่และคุกคาม
15. วันที่ 29 มิ.ย. หลังจากแจ้งความไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ทางผู้กำกับของ สน พระราชวัง ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีค่ะ มีการประสานงานกับทางตึกเพื่อเป็นตัวกลางในการนัดไกล่เกลี่ยเคสของเราทันที แต่เมื่อนัดเวลาไกล่เกลี่ยเป็นในวันที่ 29 มิ.ย. ทางเราจำเวลานัดที่ชัดเจนไม่ได้ค่ะ ทางตึกได้โทรมาเพื่อนัดเวลาไกล่เกลี่ยแต่พอไปจริงทางฝั่งคู่กรณีไม่ได้ให้ความร่วมมือในการเข้ามาไกล่เกลี่ยค่ะ
ถึงแม้จะมีตำรวจลงไปเชิญแล้วก็ตาม เพิ่มเติมจากที่ให้ตำรวจลงไปพูดคุยได้เนื้อความประมาณว่า สิ่งที่ทางฝั่งคู่กรณีต้องการคือให้ทางร้าน ย้ายพนักงาน 3 คน ที่เป็นพนักงานขายไปทำงานอยู่ที่โกดังแทน และไม่ต้องมาที่นี้อีกเลย ทางเราเองก็คิดว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้เลยปฏิเสธข้อตกลงนี้ไปค่ะ
16. วันที่ 30 มิ.ย. หลังจากนัดไกล่เกลี่ยในครั้งแรกไม่สำเร็จทางร้านจึงติดต่อนัดรอบสองอีกรอบ และไม่ได้คุยกับแม้ะมุ้ยโดยตรงมีเพียงคนกลางที่ติดต่อมาแทน ผลออกมาที่ทางร้านต้องยอมจ่ายเงินที่เหลือจำนวน 45,000 บาท ให้นายอ้วนทางฝั่งแม้ะมุ้ยจึงจะยอมจบ ทางร้านก็ยอมค่ะ แต่ไม่ทันที่จะจ่ายทางฝั่งแม้ะมุ้ยก็ส่งชายฉกรรจ์นำโต๊ะมาปิดหน้าร้านและขว้างปาเก้าอี้ใส่หน้าร้าน พร้อมตะโกนข่มขู่เสียงดัง ทางเราจึงตัดสินใจปิดร้านอีก 1 วันค่ะ
17. วันที่ 1 ก.ค. ทางร้านเปิดร้านตามปกติหลังจากที่รอบแล้วไม่ได้ไกล่เกลี่ยและได้แต่คิดสงสัยค่ะ ว่าจะเรื่องนี้จะจบลงยังไง ในส่วนทางฝั่งผู้กำกับเอง ก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดีด้วยการส่งตำรวจนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบเข้ามาเฝ้าเกือบตลอดทั้งวันค่ะ ทางร้านปิดเวลา 6.20 น. หลังจากได้ร่วมตัวกันเดินทางกลับ ร่วมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กลับก่อน ทางฝั่งคู่กรณีก็มีดักรออยู่ที่หน้าห้างค่ะ พร้อมทั้งตะโกนบอกว่าจะตามมา
มีคลิปเหตุการณ์ที่แม้ะและมุ้ยส่งคนมาดักอยู่หน้ารถค่ะ มีแชตหลักฐานที่ทางผู้หวังดีส่งมาแจ้งเตือนค่ะ
18. วันที่ 4 ก.ค. 2566 ทางคู่กรณีคนที่ทำร้ายร่างกายเรา ได้ขึ้นมาท้าต่อยเรา ใช่ค่ะ ท้าเราต่อย ด้วยประโยคที่ว่า
“กุรอมึงมานานแล้ว”
“มึงออกมาในที่ที่ไม่มีกล้อง”
“ทีแบบนี้ไม่กล้า”
พร้อมตะโกนด่าทอด้วยคำหยาบคายด้วยประโยคดังกล่าว ทำให้เรารับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของเราค่ะ เราเลยขอความช่วยเหลือจากทางตำรวจ ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที มีพี่ ๆ ตำรวจเข้ามาไกล่เกลี่ย ทางฝั่งคู่กรณีจึงยอมเดินลงไป
19. วันที่ 30 ก.ค. ทางเราคิดว่าเรื่องทุกอย่างจบและต่างคนต่างอยู่ค่ะ แต่ทางฝั่งคู่กรณีไม่จบง่าย ๆ แต่ลามปามไปถึงการข่มขู่พี่ ๆ Youtuber ที่เราสนิทด้วยรวมถึงลูกค้าเราบางคนค่ะ เหตุการณ์นี้มี พี่อิ๋ว พี่เซียน พี่อาร์ต พี่ดลลี่ (ทีมภาคีสะพานเหล็ก) พี่แป้ง zbing และพี่ป๊อบแฟนพี่แป้งอยู่ในเหตุการณ์
เนื้อหาจากที่พวกพี่เค้าเล่าให้ฟังก็คือ จังหวะที่พวกพี่เค้ากำลังเดินอยู่ แม้ะกับมุ้ยก็เข้ามาถามว่า “สนิทกับตี้ (เราเอง) เหรอ?” แล้วก็เริ่มข่มขู่ว่า “ขอกระทืบฝากได้ป่าว? , พวกมึงระวังเดินๆ อยู่จะโดนแทงนะ, ต่อไปนี้ก็เดินดีๆ, ที่นี่เค้าไม่ต้อนรับพวกมึง, เช็คประวัติพวกกูด้วยและพีคสุดคือ ระวังได้แดกลูกปืน” ซึ่งการถูกข่มขู่โดยที่พวกพี่เค้าไม่เคยมีปัญหาอะไรกับแม้ะมุ้ย ทำให้เรารู้สึกว่านี่มันคือภัยสังคมระดับเกินเยียวยาที่ลุกลามไปข่มขู่ ขู่ฆ่าคนที่เค้าไม่เกี่ยวข้อง
จากนั้นแม้ะ,มุ้ย ก็ส่งข้อความให้แบนร้านเราไปยังทุกร้านในตึก เช่น ให้สั่งของร้านเราโดยไม่ต้องจ่ายเงิน หรือ ส่งคนมาแอบถ่ายลูกค้าและคนที่สนิทกับเราเพื่อไปข่มขู่ค่ะ ทางเรามีหลักฐานวีดีโอที่มันมาข่มขู่พี่ ๆ Youtuber ค่ะ เบื้องต้นได้พี่ ๆ เค้าได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วค่ะ
20. วันที่ 31 ก.ค. พนักงานของทางร้านผู้ชาย ชื่ออาร์ต ก็โดนข่มขู่บริเวณเซเว่นข้างตึกค่ะ ด้วยประโยคที่ว่า
“มึงพูดไม่รู้เรื่องหรอ”
“เดียวพรุ่งนี้เจอกัน” พร้อมตบไหล่ อารต์ 1 ที และ เรื่องก็เกิดขึ้นอีกในวันที่ 2 สิ.ค. ค่ะ
21. วันที่ 2 ส.ค. ทางร้านเรียกใช้บริการเอกชน สีส้ม เพื่อนำของมาส่งให้ที่ร้านค่ะ พี่อาร์ตพนักงาน ที่โดนข่มขู่ในวันที่ 31 ก.ค. ไปเจอกับมุ้ยในลิฟท์โดยบังเอิญทางคู่มุ้ยพูดจาข่มขู่ตลอดเวลา (มีคลิบเสียง) พร้อมโทรเรียกพี่ชายแม๊ะให้ลงไปดักรออยู่ที่ชั้น 1 ค่ะ (ทางร้านจะเรียกรถมาจอดเพื่อรับสินค้าบริเวณชั้น 1) ทางพวกมันได้พูดจาเสียงดังวางท่าทางนักเลง พร้อมทั้งเหยียบตัวสินค้าที่เรานำมาจัดจำหน่ายค่ะ ทั้งเตะ ทั้งเหยียบ โดยสินค้าที่นำมานั่นเป็นสินค้าที่ราคาค่อนข้างสูงและตอนนี้สินค้าก็เกิดความเสียหายบางส่วนค่ะ
แต่ที่เราไม่โอเคเลยก็คือทางพวกมันได้ข่มขู่และข้อที่อยู่ออฟฟิศเรากับทางขนส่งเอกชนค่ะ ทางขนส่งก็ยืนให้ดูทั่ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ไม่ควร เรามีรูปหลักฐานค่ะ เราจึงติดต่อไปพร้อมบอกว่าช่วยมาแจ้งความหรือเป็นพยานในเคสนี้ได้ไหม คำตอบที่ได้คือ ขอไม่ยุ่งค่ะ
22. วันที่ 4 ส.ค. ฝั่งตำรวจแจ้งทางเราว่าได้ออก “หมายเรียก” ใบแรกเรียบร้อยแล้ว และขอกลับมาที่นายอ้วนค่ะ หลังจากที่นายอ้วนหายไปนาน วันที่ 4 ส.ค. นายอ้วนส่งรุ่นพี่ละแวกบ้านที่นายอ้วนรู้จัก เข้ามาเพื่อขอจบเรื่องราวนี้แต่ตัวนายอ้วนเองไม่ได้มาด้วยค่ะ นายอ้วนฝากส่งสารโดยมีข้อความประมาณว่า
“น้องอ้วนเองก็เป็นเหยื่อของสถาณการณ์นี้เหมือนกัน น้องอยากจบเรื่องนี้ และอยากคุยกับเจ้าของร้านเป็นการส่วนตัว”
โดยทางรุ่นพี่ของนายอ้วนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า เขาเองก็โดนคู่กรณีนายแม้ะและมุ้ยจ้างเพื่อมากระทืบเจ้าของร้าน แต่ตัวเขาขอไม่ยุ่งเรื่องนี้ เขาแค่อยากมาจบปัญหาให้กับทางตัวนายอ้วนมากกว่า ในช่วงปิดร้านนายอ้วน ได้ปรากฏตัวอีกครั้ง โดยนายอ้วนและรุ่นพี่ได้ดักรอพนักงานของทางร้านระหว่างทางกลับบ้าน และให้ไปบอกกำชับกับเจ้าของร้าน ว่า
"ให้จ่ายเงินที่เหลือมาจะได้จบเรื่องราว" และหากว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายอ้วนทางรุ่นพี่ของนายอ้วนก็จะไม่เอาร้านไว้เหมือนกัน ขู่จะทำลายร้านเช่นเดียวกับที่แม้ะและมุ้ยขู่จะทำ พร้อมบอกกับพนักงานที่เจอว่า “ดีนะที่เป็นผู้หญิงที่เดินมาเจอพวกเขา ถ้าเป็นผู้ชายไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน และไม่รับประกันความปลอดภัยในอนาคตของพนักงานชายที่งานที่ร้านว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ก็คือความปลอดภัยของคนในร้านและลูกค้า รวมถึงคนรู้จัก ค่าความเสียหายต่าง ๆ รวมถึงสภาพจิตใจของทุกคนที่เจอเหตุการณ์นี้ประเมินค่าไม่ได้เลยกับการกระทำของอันธพาลกลุ่มนี้ ทางตำรวจและคนรู้จัก ต่างแนะนำให้เราเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานที่ร้าน เราจึงตัดสินใจจ้างบอดี้การ์ดมาดูแล เพื่อปกป้องพนักงานทุกคนโดยให้ไปรับไปส่งระหว่างรับสินค้า คอยเฝ้าระวังอยู่บริเวณใกล้ ๆ ร้าน และคอยดูระหว่างจะแยกย้ายกันกลับบ้านค่ะ
23. วันที่ 6 ส.ค. แม้ะมุ้ยเห็นเราพาคนมาคุ้มกัน ทางฝั่งนั้นก็ถืออาวุธขึ้นมาตะโกนด่าทอ ยั่วยุ ชวนทะเลาะ และพยายามให้เกิดเหตุการณ์เป็นทะเลาะวิวาทค่ะ แต่ดีที่ไม่เกิดเหตุอะไรขึ้น ทุกเหตุการณ์ที่เราเขียนมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยมีทั้งพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์และมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่นำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว
ถึงตรงนี้ทางร้านก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวจะจบลงตรงไหน แม้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่แม้ะกับมุ้ยก็ไม่มีท่าทีที่จะหยุด เราจึงขอตีแผ่พฤติกรรมของมาเฟียสะพานเหล็กคู่นี้ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าคนที่เป็นภัยสังคมนั้นมีอยู่จริง
ขอบคุณที่อ่านจนจบ และถ้าช่วยแชร์ให้สังคมรับรู้เป็นวงกว้างจะขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ
ตี้ ร้านอาตง