3 อันดับธุรกิจที่มีแนวโน้มจ่ายโบนัสคงที่สูงสุด ในปี 2566
- อุปโภคบริโภค 2.40 เดือน
- ยานยนต์ 1.85 เดือน
- ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 1.45 เดือน
3 อันดับธุรกิจที่มีแนวโน้มจ่ายโบนัสผันแปรสูงสุด ในปี 2566
- ยานยนต์ 3.57 เดือน
- ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 2.83 เดือน
- เทคโนโลยี 2.47 เดือน
ส่วนของการปรับเงินเดือนประจำปีตามผลงานทุกอุตสาหกรรม ประจำปี 2566 ค่าเฉลี่ย 4.27% สูงสุด 7.0% ต่ำสุด 1.60%
ทางด้านของ การจ่ายโบนัสคงที่ทุกอุตสาหกรรม ประจำปี 2566 ค่าเฉลี่ย 1.36 เดือน สูงสุด 1.44 เดือน ส่วนการจ่ายโบนัสผันแปรทุกอุตสาหกรรม ประจำปี 2566 จะมีค่าเฉลี่ย อยู่ที่ 2.31 เดือน สูงสุด อยู่ที่ 2.52 เดือน
โบนัส-ค่าตอบแทนรวม ปี 65/66
3 อันดับแรกของการจ่ายเงินได้อื่น ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ โบนัส 96.4% เบี้ยขยัน 56.3% และ ค่าตำแหน่ง โดยการบริหารค่าตอบแทนรวม ยังคงยึดแบบแผนหลักอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ ให้น้ำหนักกับเงินเดือน 68% แล้วตามด้วยโบนัสคงที่ รายได้อื่น เบี้ยกันดาร และสวัสดิการ ตามลำดับ
สำหรับปี 2565 ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ตำแหน่งงานที่มีการจ่ายสูงสุด ได้แก่
- ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน 305,457 บาท
- สายงานบริหาร, หัวหน้าแผนกขายต่างประเทศ 130,750 บาท
- สายงานซูเปอร์ไวเซอร์, เลขานุการผู้บริหารระดับสูง 113,050 บาท
- สายงานวิชาชีพ และ หัวหน้ากะผลิต 47,646 บาท
5 อาชีพทำเงิน ที่มีค่าวิชาชีพสูงสุด นอกเหนือจากค่าตอบแทน ได้แก่
- ล่าม 30,000 บาท
- วิศวกร 20,000 บาท
- เภสัชกร 14,000 บาท
- สถาปนิก 12,000 บาท
- ทนายความ 10,000 บาท
จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ถึงกลุ่มพนักงานที่หาคนทดแทนได้ยาก 9 อันดับแรก ได้แก่ ไอที, การขายและการตลาด, งานผลิต, บัญชีและการเงิน, พัฒนาธุรกิจ, กฎหมาย, กลยุทธ์องค์กร, HR และโลจิสติกส์
แนวโน้มค่าตอบแทนของไทย จะมาจาก 4 ปัจจัย ประกอบด้วย
- การจ่ายค่าตอบแทนจากคงที่ เริ่มหันมาเน้นการจ่ายค่าตอบแทนจากแรงจูงใจ (performance-driven incentives)
- การจ่ายค่าทักษะในงาน upskills (การเพิ่มทักษะเดิม) and reskills (การสร้างทักษะใหม่) (skills-based pay : upskills and reskills)
- หันมาเน้นสวัสดิการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (well-being benefits)
- เปิดทางให้พนักงานได้เลือกสวัสดิการ ผลประโยชน์เกื้อกูล ที่เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน (flexible/ personalized benefits)
อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินเดือนที่เป็น basic salary ในกลุ่มผู้ประกอบการระดับกลางและล่าง เริ่มกลับมาจ้างงานมากขึ้น ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม อย่าง จีดีพีเกือบ 4% อัตราเงินเฟ้อลดลง จาก 6.3% เหลือ 2.4% อัตราว่างงานก็ลดลง จาก 1.93% เหลือ 1.37% ปี 2566 นี้ จึงถือว่าเป็นอีกปี ที่มีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย ที่ส่งผลดีต่อการจ้างงานและจ่ายค่าตอบแทนโดยรวม
ทางด้านของ จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) แพลตฟอร์มหางานชั้นนำของเอเชีย ก็ได้เผย รายงานอัตราเงินเดือนของพนักงานไทยประจำปี 2565 (Salary Report 2022) พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และฮ่องกง ประเทศไทยมีการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเดือนค่าเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ที่ 43.1%
สายงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด วัดจากจำนวนประกาศรับสมัครงานรวมทุกอุตสาหกรรมมากถึง 26,300 ตำแหน่ง ในปี 2564 ยังคงเป็นสายงานด้านการขายและการตลาด (Sales/Marketing) เช่นเดียวกับปี 2563
หากกล่าวถึงภาพรวมการปรับเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนในประเทศไทย แบ่งตามสายงาน พบว่า มีหลายสายงานได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน อาทิ
สายงานไอที ที่ได้รับการปรับเงินเดือนสูงที่สุดถึง 41%
งานขาย/งานบริการลูกค้า/งานการตลาด/งานการศึกษา/การฝึกอบรม เงินเดือนเพิ่มขึ้น 40%
สายงานสุขภาพ และความงาม เงินเดือนเพิ่มขึ้น 39% เป็นต้น
เมื่อเทียบการปรับตัวของอัตราเงินเดือนปีล่าสุดเป็นเปอร์เซ็นต์ พบว่า อุตสาหกรรม 3 อันดับแรกที่มีการปรับเงินเดือนเพิ่มสูงสุดแบ่งตามระดับงาน และสายงาน ได้แก่
อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property & Real Estate) ปรับเพิ่มค่าตอบแทนพนักงานระดับผู้จัดการ / อาวุโส (Senior Executive) ในสายงานไอที สูงสุดในปี 2564 โดยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 34.6%
อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ปรับค่าตอบแทนให้แก่พนักงานระดับหัวหน้างาน (Manager) ในสายงานไอที เช่นเดียวกัน โดยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 27.8%
อุตสาหกรรมขนส่ง (Transportation) มีการปรับขึ้นค่าตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ให้แก่พนักงานระดับผู้จัดการ / อาวุโส (Senior Executive) ในสายงานบริการเฉพาะทาง โดยปรับขึ้นจากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 27.1%