สายพันธุ์ อู่ฮั่น (Serine)
พบครั้งแรกที่ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในช่วงปลายปี 2562 และพบที่ไทยครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี 2563 ซึ่งมาจากหญิงชาวจีนที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งการแพร่เชื้อครั้งนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อในหลายพื้นที่ต่างๆ และเกิดคลัสเตอร์ในจุดสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น สนามมวยลุมพินี ราชดำเนิน และ จ.สมุทรสาคร
สายพันธุ์เบตา (B.1.351)
พบการระบาดครั้งแรกที่ ประเทศแอฟริกาใต้ พบครั้งแรกในประเทศไทยเดือนมกราคม ปี 2564 ซึ่งผู้ที่นำสายพันธุ์เข้ามาในประเทศไทย มาจากบุคคลที่เดินทางมาจากแทนซาเนีย โดยพบว่าเชื้อนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไวขึ้น 50% จากสายพันธุ์ดั้งเดิม ถือเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล เพราะก่อให้เกิดอาการหนัก หากลงปอดจะทำให้จะทำให้เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก
สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7)
พบการระบาดครั้งแรกที่สหราชอาณาจักร พบครั้งแรกในไทยเดือนเมษายน 2564 โดยการแพร่ระบาดเริ่มต้นที่ คลัสเตอร์ทองหล่อและแพร่กระจายไปเกือบทุกจังหวัด แต่สายพันธุ์นี้ไม่ค่อยน่ากังวลเท่าไหร่ ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์นี้มีอาการไม่มากนัก ไข้ต่ำๆ ปวดตามร่างกาย แต่ยังรับกลิ่นได้ปกติ
สายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2)
พบการระบาดครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย โดยพบที่ไทยครั้งแรกเดือนพฤษภาคม 2564 จากคลัสเตอร์แคมป์คนงานหลักสี่ ก่อนที่จะเกิดการระบาดกระจายเป็นวงกว้างทั่วทุกพื้นที่ และกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทย ซึ่งสายพันธุ์นี้ถือว่าอันตรายมากในไทย เพราะส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นจำนวนมากถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนครบโดสแล้วก็ตาม
สายพันธุ์ โอมิครอน หรือ โอไมครอน
พบการระบาดครั้งแรกในแถบแอฟริกาใต้ พบครั้งแรกในไทยเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งสายพันธุ์ โอไมครอน เป็นสายพันธุ์ที่ WHO ประกาศให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล เพราะมีการกลายพันธุ์ส่วนโปรตีนหนามหลายตำแหน่ง ทำให้สามารถหลบหลีกภูมิต้านทานได้มากขึ้น มีการแพร่เชื้อได้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ว สามารถกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีก
สายพันธุ์ โอมิครอน หรือ โอไมครอน นับเป็นสายพันธุ์มีการกลายพันธุ์มากที่สุด จนเกิดสายพันธุ์ย่อยมากมาย ซึ่งในไทยจะพบหลายสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดเป็นหลัก ทั้ง BA.2, BA.4/BA.5 จนถึงสายพันธุ์ล่าสุด BA.2.75 ที่ตอนนี้ครองการระบาดแทนที่ BA.5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพบว่ามีการแพร่ระบาดที่ค่อนข้างเร็ว แพร่ได้ไว จนทำให้มีผู้ติดเชื้อกลับมาสูงขึ้น
จากการคาดการณ์ของแพทย์หลายท่านที่เคยออกมาบอกว่า "โควิด-19" นั้น ถึงแม้จะลดการแพร่กระจายเป็นบางช่วง แต่ก็จะยังคงอยู่ และแพร่ระบาดตามฤดูกาลซึ่งทางประเทศไทยนั้น ได้มีการปรับมาตรการผ่อนคลายลง เมื่อเห็นว่า การแพร่ระบาดมีการลดลง จึงได้ปรับลดระดับ "โควิด19" จาก โรคติดต่อร้ายแรง เป็น โรคที่ต้องเฝ้าระวัง ในเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการศึกษาล่าสุด พบว่าประชากรไทยได้ติดเชื้อ โควิด19 แล้ว 60-70%
ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนปรนมาตรการมากขึ้น แต่การแพร่ระบาดยังคงอยู่ และยังบอกไม่ได้ว่าจะมีจุดจบเมื่อไหร่ เพราะตัวไวรัสยังมีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ยังคงต้องมีการระมัดระวังตัวเอง การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ รวมไปถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อรับมือกับเชื้อที่ยังคงแพร่ระบาด และหากติดเชื้อก็จะช่วยลดอาการจากหนักให้กลายเป็นเบาได้