"อยากให้สังคมช่วยกันจับตาความเคลื่อนไหวของเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่พยายามวิ่งเต้นภาครัฐให้ยกเลิกการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในไทย การที่คนกลุ่มนี้เข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมาธิการฯ ชุดนี้ได้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเครือข่ายนี้ นอกจากอนุกรรมาธิการฯ ชุดนี้แล้ว คนกลุ่มนี้ยังวิ่งเต้นจนเข้าไปร่วมในกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย" ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ กล่าว
ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นนี้ยังทำให้อนุกรรมาธิการท่านหนึ่งได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นอนุกรรมาธิการ โดยท่านเคยเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยพิธีสารขจัดการค้าผิดกฎหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพราะหากอนุกรรมาธิการท่านนี้ยังร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ชุดนี้ ส่อว่าจะขัดกับนโยบายองค์การอนามัยโลก ที่ออกแถลงการณ์ไม่ร่วมดำเนินการใด ๆ กับมูลนิธิเพื่อโลกปลอดควันบุหรี่และเครือข่าย เพราะจัดเป็นพวกเดียวกับบริษัทบุหรี่ และองค์การอนามัยโลกยังให้คำแนะนำแก่รัฐภาคีและทุกหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกให้ยึดปฏิบัติอย่างเดียวกัน
ด้าน รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ยังมีจุดอ่อนอีกหลายประการ เช่น ผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาให้ข้อมูลบางคนมีลักษณะอิงที่ตัวบุคคล ทั้งที่ควรจะเป็นผู้แทนสถาบันหรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ และไม่ระบุว่ามีความเชี่ยวชาญด้านใด เคยมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ยาสูบในลักษณะใด
โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ อีกทั้งการให้ข้อมูลของผู้ที่ถูกเชิญมาบางรายมีลักษณะที่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่อ้างอิงวิชาการ และบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและคล้ายกับข้อมูลที่กลุ่มสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้ามักนำมาอ้างอยู่เสมอ ที่สำคัญมีผู้เชี่ยวชาญบางคนที่คณะอนุกรรมาธิการฯ เชิญมาให้ข้อมูลมีประวัติเคยรับทุนวิจัยจากบริษัทบุหรี่ข้ามชาติอีกด้วย
รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่า รายงานฉบับนี้ ได้สรุปแนวทางการบริหารจัดการบุหรี่ไฟฟ้าของไทย 4 ข้อ แต่ไม่มีข้อใดเลยที่กล่าวถึงเรื่องผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าต่อเด็กและเยาวชนทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะประเทศที่มีการอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าประสบปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนจนภาครัฐไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สหรัฐอเมริกา
ที่ล่าสุดมีการรายงานตัวเลขเด็กมัธยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 2.55 ล้านคน และ 1 ใน 4 ติดบุหรี่ไฟฟ้าจนต้องสูบทุกวัน ส่วนอังกฤษ พบเด็กอายุ15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 18% โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าเด็กผู้ชาย เพิ่มจาก 10% เป็น 21% ระหว่างปี 2018-2021 เด็กที่สูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก29% เป็น 61% และนิวซีแลนด์ พบเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลังยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้าคือ จาก1.8% เมื่อปี 2018 เพิ่มเป็น 9.6% ในปี 2021 แม้ว่าประเทศเหล่านี้มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าให้เด็กต่ำกว่า18 ปี มีงบประมาณและมาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบได้ดีกว่าไทย แต่ก็ยังแก้ปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไม่ได้
"ขอตั้งข้อสังเกตไปถึงคณะกรรมาธิการพาณิชย์ฯ เพื่อรับทราบถึงจุดอ่อนที่เป็นปัญหาของการดำเนินการของอนุกรรมาธิการที่ทำรายงานฉบับนี้ หากจะนำข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ไปเสนอแนะนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการศึกษาผลกระทบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของคณะอนุกรรมาธิการฯ ชุดนี้ยังศึกษาไม่รอบด้าน เน้นเชิงเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนไม่ได้มองภาพรวมของผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าด้านอื่น ๆ ทั้งด้านสุขภาพและสังคม โดยเฉพาะการปกป้องการเข้าถึงของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว