5.การมี ส.ว.250 เสียงอยู่ในมือ เป็น "แต้มต่อ" ของ "3ป." และพลังประชารัฐ ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ไหลมาจับขั้วด้วย เพราะมี ส.ว.รอหนุน เมื่อได้เสียง ส.ส.เกิน 250 เพียงเล็กน้อย ก็จองเก้าอี้นายกฯได้เลย และตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
มาหนนี้"เพื่อไทย"สรุปบทเรียน และไม่บุ่มบ่ามแตกแบงก์พัน โดยพรรคที่แตกไปก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร แต่พยายามดึงทุกคน ทุกกลุ่มก๊วน กลับมารวมกันเป็นพรรคใหญ่
เงื่อนไขที่จะทำให้เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็คือ
1.ผลักดันให้กติกาการเลือกตั้งกลับมาเป็น "บัตร 2 ใบ" ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสูตรถนัด "พรรคชินวัตร" ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไร ประสบชัยชนะมาทุกครั้ง
2.ระวังอย่างเคร่งครัดไม่ให้ถูกยุบพรรค หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยุบพรรค
3.พรรคเล็ก 1 เสียง หรือต่ำกว่า 5 เสียง น่าจะเหลือน้อยมาก หรือสูญพันธุ์ ทำให้ไม่มีปรากฏการณ์พรรคเล็ก 10 กว่าพรรคไปหนุนตั้งรัฐบาลเหมือนปี 62
4.ส.ว.อ่อนแรงลงไประดับหนึ่ง
5.พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" มีคะแนนนิยมสูงกว่าฝ่าย "ลุงตู่" กับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมล้วน"แทงกั๊ก"ไม่ยอมเลือกข้าง ยกเว้น "รวมไทยสร้างชาติ" หรือ "พรรคลุงตู่" เท่านั้น ซึ่งสถานะก็ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมด้วย
แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการเมืองไทยก็คือ แม้พรรคการเมืองอย่าง"พรรคเพื่อไทย"จะชนะเลือกตั้ง ก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป แต่วันนี้ "กูรูการเมือง" จากหลายค่ายเห็นตรงกันว่า จุดอ่อนหรือเงื่อนไขที่จะทำให้เพื่อไทยไม่ได้ตั้งรัฐบาล เหลือน้อยเต็มที
ที่สำคัญปาฏิหาริย์ทางกฎหมายใช้ไปเยอะแล้ว อาจจะหมดคลังและหมดความขลังแล้วก็ได้
1.ขั้วการเมืองที่จะตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ ต้องรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น คือได้ ส.ส.รวมกันเกิน 250 เสียง
เพราะภารกิจแรกหลังตั้งรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่ราวๆ เดือน ก.ค.- ส.ค.66 คือ เร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567
ถ้ารัฐบาลไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมไม่สามารถทำให้งบผ่านได้ ถ้างบถูกคว่ำ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
ส่วนการแถลงนโยบาย ถ้าไม่ผ่าน แม้จะเป็นประเพณีปฏิบัติว่ารัฐบาลต้องลาออก (เพราะแถลงนโยบายยังไม่ผ่าน จะบริหารได้อย่างไร) แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้มีเขียนเอาไว้ (มีเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517) ก็อาจ "ดื้อตาใส" ไปได้ แต่ถ้างบถูกคว่ำ อยู่ไม่ได้แน่ๆ เพราะงบไม่ผ่าน รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
ฉะนั้นการจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วให้ ส.ว.ร่วมโหวตชิงเก้าอี้นายกฯมาครองก่อนเพื่อ "เคาะกะลา" ให้ ส.ส.พรรคอื่นตามไป แม้จะทำได้ ก็บริหารประเทศต่อไม่ได้ เนื่องจากงบไม่ผ่าน ก็ต้องล่มตั้งแต่แรก
2.สูตรการ "ซื้องูเห่า" หลังเลือกนายกฯและตั้งรัฐบาล เกิดขึ้นยาก เนื่องจาก
-เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาสดๆ ร้อนๆ ใครย้ายฝั่ง ย้ายค่าย จะตอบประชาชนอย่างไร
-การซื้อ"งูเห่า" ทำได้ยาก เพราะต้องเข้าใจว่า "งูเห่า" ที่เลื้อยเพ่นพ่านอาละวาดหนักในสภาชุดที่กำลังจะหมดวาระ มาแผลงฤทธิ์ราวๆ ปีที่ 2 ของสภาแล้ว ยกเว้นการย้ายพรรคเพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เปิดช่อง เช่น ยุบพรรคอนาคตใหม่
3. เสียง ส.ส.ระหว่างฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า "ประชาธิปไตย" กับอีกฝ่าย น่าจะห่างกันมากกว่าปี 62 ไม่ปริ่มน้ำจนทำให้เกิดการพลิกขั้ว หรือสร้างแต้มต่อทางการเมืองได้
4.พรรคก้าวไกลจะโหวตให้พรรคเพื่อไทย แม้ตัวเองไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะ
-ปี 62 เพื่อไทยโหวตให้ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" เป็นนายกฯ (ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาเล่นการเมืองสมัยแรก) แม้จะพ่ายแพ้ก็ตาม
-จุดยืนก้าวไกลไม่มีทางโหวตให้ "พล.อ.ประยุทธ์" กลับมาเป็นนายกฯอีก เลวร้ายสุดคืองดออกเสียง แต่เชื่อกันว่าจะโหวตหนุนให้แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกฯไปเลย เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. และหยุดอำนาจ 3ป.
นี่คือแต้มต่อแบบสุดๆ ของพรรคเพื่อไทยที่"กูรูการเมือง " ประเมินกัน ณ วันนี้ ว่าเพื่อไทยน่าจะมีโอกาสตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะแลนด์สไลด์หรือไม่ก็ตาม มีเพียงเงื่อนไขเดียวเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องพลิกขั้วของอีกฝ่าย คือหากไม่แลนด์สไลด์ , ต้องได้ ส.ส.ข้ามเส้น 200 เสียง