ทั้งนี้ ตนได้ดำเนินตามข้อสั่งการของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นและผลักดันในเรื่องการพัฒนานโยบาย เครื่องมือ ระบบ ฐานข้อมูล ระบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนเพื่อให้ได้รับการยอมรับทั้งจากภายในประเทศและในระดับสากล โดยกรมฯ และภาคีเครือข่ายฯ มีเป้าหมายที่จะร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทยอย่างน้อย 30% หรือ 500,000 ไร่ ภายในปี พ.ศ. 2574 และจะขยายการฟื้นฟูพื้นที่จนครบ 100% ภายใน ปี พ.ศ. 2593 อีกด้วย
ปัจจุบันโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอก ประจำปี พ.ศ. 2565-2566 มีจำนวน 35 ราย เนื้อที่ 54,394.39 ไร่ และโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 94 ชุมชน เนื้อที่ 156,177.15 ไร่ โดยโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ของกรม ทช. ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แล้ว จำนวน 10 โครงการ รวม 5,195.04 ไร่ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะกักเก็บได้ 27,346 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
นอกจากนี้การจัดงานระดมความคิดเห็นจากของชุมชนชายฝั่ง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 (วันป่าชายเลนแห่งชาติ) พบว่าชุมชนชายฝั่งส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้ภาคีเครือข่ายฯ มุ่งเน้นด้านการจัดการขยะในป่าชายเลน คลอง หน้าหาดและในทะเล การสร้างจิตสำนึกเรื่องการเฝ้าระวัง การอนุรักษ์ ฟื้นฟู ให้ความรู้ การแก้ไขที่ดินทำกิน และการส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายฯ ได้ฟื้นฟูป่าชายเลนเสื่อมโทรม และพื้นที่ที่ผ่านการรื้อถอนจากการบุกรุกของประชาชน ให้กลับมาเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการจับสัตว์น้ำ เพื่อประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างยั่งยืน “ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวทิ้งท้าย”
นางวาสนา จันทร์ทอง ประธานป่าชายเลนชุมชนบ้านโคกพยอม จังหวัดสตูล กล่าวว่า การดำเนินงานของภาคีเครือข่าย ทำให้ป่าชายเลนบริเวณโดยรอบเกิดความอุดมสมบูรณ์ ทั้งแหล่งอาหารของมนุษย์ และแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำนานาชนิด นอกจากนี้ภาคีเครือข่ายยังสร้างความรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาและสร้างประโยชน์จากป่าชายเลน พร้อมทั้งเข้ามาสนับสนุนทำให้เกิดเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สามารถให้กลุ่มบุคคลทั่วไปหรือนักเรียนนักศึกษาที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นต้นแบบการดูแลรักษาป่าชายเลนให้กับชุมชนใกล้เคียง ภายหลังป่าชายเลนกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านได้มีอาชีพในเรื่องของการจับสัตว์น้ำได้มากขึ้นทำให้ชาวบ้านภายในชุมชนสามารถสร้างอาชีพและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น อีกด้วย