เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดนิทรรศการไทย ณ ปารีส สู่สายตาโลก
26 พ.ค. 2569 | titayu_pur

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำฉลองพระองค์สมเด็จย่าฯ สู่เวทีโลก ในนิทรรศการแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทย ณ กรุงปารีส ฉลองสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี
ข่าว
26 พ.ค. 2569 | titayu_pur

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำฉลองพระองค์สมเด็จย่าฯ สู่เวทีโลก ในนิทรรศการแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทย ณ กรุงปารีส ฉลองสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี
KEY
POINTS
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในงานนิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
ค่ำคืนพิเศษนี้เริ่มต้นโดย Ms. Bénédicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าชมนิทรรศการทั้ง 7 ห้องจัดแสดง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากล ผ่านงานศิลปะ สิ่งทอ และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า
ภายหลังเสร็จสิ้นการชมนิทรรศการ คณะเจ้าภาพได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความประทับใจแก่แขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศ ได้อย่างงดงามและสมพระเกียรติ โดยเมนูอาหารค่ำรังสรรค์โดยทีมเชฟจาก CODA Bangkok ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว ที่นำเสนอแก่นแท้ของวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ผ่านการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่อย่างประณีต จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัยอันโดดเด่น
ส่วนโต๊ะดินเนอร์ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ด้วยงานหัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ กล่องย่านลิเภาที่นำมาดัดแปลงเป็นแจกันประดับดอกกล้วยไม้ ตะกร้าสานเงินที่จัดวางเป็นแจกันดอกไม้ ตลอดจนประติมากรรมรูปกระต่าย ช้าง และกวาง ซึ่งรังสรรค์จากเครื่องเงินโดยช่างฝีมือชาวเขา สะท้อนความประณีตงดงามของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยได้อย่างโดดเด่นและร่วมสมัย
ทั้งนี้ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองอันทรงเกียรติ ได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี บุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว ภริยา, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายอนันต์ ปาทาน คู่สมรส, ศจ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,
ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และนางภูมิจิต พลางกูร ภริยา, Ms. Catherine Pégard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส, ดร. เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, ผศ. ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายเศรษฐา และพญ. พักตร์พิไล ทวีสิน, นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นางณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ, นางชฎาทิพ และนางสาวชญาภา จูตระกูล, นางสาวสุพรทิพย์ ช่วงรังษี, นายพลพัฒน์ อัศวะประภา, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร โว้กไทยแลนด์, นางสาวเดียร์น่า ฟลีโป, Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การยูเนสโก (UNESCO), Mr. Jean-François Piège เชฟมิชลิน 2 ดาวชาวฝรั่งเศส, Mr. Ludovic de Saint Sernin ดีไซเนอร์ชื่อดัง, Ms. Aline Asmar d'Amman สถาปนิกชั้นนำ, Ms. Suzi de Givenchy นางแบบชื่อดังระดับโลก รวมถึงคณะทูตานุทูตจากสถานเอกอัครราชทูตต่าง ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
-จุดเริ่มต้นของ La Mode en Majesté
“โปรเจ็กต์นี้ก็ทำกันมาปีกว่าๆ แล้วนะ ตอนแรกที่ท่านหญิงได้ยินว่า ทางสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ท่านหญิงเองก็พอมีไอเดียในใจบ้าง ว่าน่าจะทำในแง่มุมไหน เพราะท่านหญิงเองก็เคยเรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ มีเพื่อนที่นี่ ก็คุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสอยู่ ก็เลยปรึกษากับทีมงานว่า น่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมของไทยนี่แหละ แต่ต้องทำออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต้องทึ่ง ต้องตะลึงกับมรดกทางแฟชั่น งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา ก็เลยทำให้ท่านหญิงนึกถึงฉลองพระองค์ Balmain ที่ประดับงานปักของ Lesage ของสมเด็จย่าตั้งแต่ในยุค 60s ที่ทรงเคียงข้างเสด็จปู่ เมื่อครั้งเสด็จเยือนทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ไล่มาจนถึงช่วงหลัง จึงเป็นที่มาของการทำนิทรรศการนี้”
-กว่าจะมาเป็น La Mode en Majesté ออกสู่สายตาชาวโลก
“หลังจากความคิดตกผลึกแล้ว ท่านหญิงก็ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากทูลกระหม่อมพ่อ ซึ่งก็ลุ้นมาก ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเตรียมงาน โดยฝ่ายไทยก็จะมี SACIT, Queen Sirikit Museum of Textiles, สถานทูตไทยที่ปารีส แล้วก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับทาง Curator ที่ชื่อ Beatrice และ Yvon ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD Paris ซึ่งทางทีม MAD ก็บินมาศึกษาคอลเลกชันฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่กรุงเทพฯ ในช่วงกลางปีที่แล้ว หลังจากนั้นพวกเราก็วางแนวทางในการจัดนิทรรศการออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็น section ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ห้องฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage ห้องผ้ายก ห้องผ้ามัดหมี่ที่เอามาใช้ในงานกูตูร์ ห้องศิลปะ
การปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy ที่จัดแสดงร่วมกับผลงานจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM ไปจนถึงห้องงานหัตถศิลป์ อาทิ ลิเภา เบญจรงค์ และเครื่องถม ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทที่เอามาโชว์ก็ผลิตภายใต้สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งลิเภาก็จะเป็นงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือทางใต้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนเครื่องถมโบราณนั้นมาจากนครศรีธรรมราช แต่ต่อมาความนิยมก็ลดลง จนกระทั่งสมเด็จย่าทรงเกรงว่าจะสูญหาย จึงทรงฟื้นฟู โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่ขึ้นมา พัฒนาลวดลายและความประณีต นอกจากนี้ ก็มีเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งต้องบอกว่าเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ที่จัดแสดงนี้ เป็น Private Collection ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD ของเขาเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามมีคุณค่าทั้งสิ้น
กว่าจะสำเร็จเป็นนิทรรศการอย่างที่ทุกท่านได้เห็น พวกเราทุกคนต้องหาข้อมูล ทำรีเสิร์ช หาเกร็ดต่าง ๆ รูปภาพเก่า ๆ ภาพสเก็ตช์ ตัวอย่างผ้า ตัวอย่างผ้าปัก รายละเอียดอื่น ๆ มากมายค่ะ งานรีเสิร์ชที่ทำมันลึกมาก ข้อมูลเยอะมาก ได้ค้นพบอะไรต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลบางอย่างที่ค้นเจอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก หลังจากที่ได้ข้อมูลมาทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องผ่านการหารือ กลั่นกรอง และถกเถียงในหลักการกันบ้าง เพื่อให้ได้นิทรรศการ La Mode en Majesté ที่แสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของไทย เพื่อให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึงอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย”
-ห้องโปรดที่สุดใน La Mode en Majesté
“ชอบทุกมุมค่ะ มีความรักทุกห้อง ชอบทุกสี และไลต์ติ้งของแต่ละห้องก็ขับนิทรรศการให้ดูน่าสนใจและทันสมัย ดึงดูดความรู้สึก และมุมมอง แต่ถ้าถามว่าห้องที่ชอบที่สุด คงเป็นห้อง Brocade หรือว่าผ้ายก ที่ทำผนังห้องเป็นสีชมพูทั้งหมด กว่าจะได้ห้องนี้มา กว่าจะลงตัว คือต้องถกเถียงกับทาง MAD เปลี่ยนสีห้องไปมา อยู่ 2–3 รอบ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจมากค่ะ พอเข้ามาในห้องนี้ได้ความรู้สึกที่ bright และ fresh ขึ้นมาทันที ทำให้ฉลองพระองค์ผ้ายกดูโดดเด่น แล้วก็เป็นการเพิ่มสีสันและปรับอารมณ์ให้แก่นิทรรศการนี้ด้วยค่ะ”
-ผลตอบรับที่ได้
“ซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจมากที่สื่อต่างชาติระดับโลกได้เห็น และเข้าใจนิทรรศการเป็นอย่างดี สื่อต่างชาติยักษ์ใหญ่อย่าง WWD และ VOGUE USA ต่างก็ลงบทความเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมชื่นชมความงดงามของชุดไทยและหัตถศิลป์ไทย ท่านหญิงก็ยินดีกับทีมงานที่ได้เห็นฝรั่งมายืนต่อคิวกลางปารีส เพื่อเข้าชมนิทรรศการของเราตั้งแต่วันแรก ยินดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราใช้เวลาเตรียมงานกันมาเป็นปี ทีมงานทุกคนทั้งไทยและต่างชาติ ต่างทุ่มเทกับนิทรรศการนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือของทั้งไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุด ท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม”
-ข้อความที่โปรดจะฝากถึงทุกคน
“La Mode en Majesté มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย เพราะนิทรรศการนี้ได้มีความหมายที่แฝงเอาไว้ ซึ่งก็คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า ทุกชุดมีเรื่องราว ความหมาย และบทบาทตามวาระโอกาส และยุคสมัย
สุดท้ายนี้ ท่านหญิงคงต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคน หน่วยงานทุกองค์กร และทุก ๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนนิทรรศการนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดูนะคะ ท่านหญิงเชื่อว่าคนไทยที่ได้มีโอกาสดูนิทรรศการนี้แล้ว ทุกคนต้องภูมิใจในความเป็นไทยแน่นอนค่ะ”
สำหรับนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากความร่วมมือของ 4 องค์กรพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านผลงานเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ ทั้งนี้ นิทรรศการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
#SACIT #madparis #expomodeenmajeste #expo_lamodeenmajeste #ชุดไทยพระราชนิยม #CHUDTHAI #RoyalThaiDress
ข่าวล่าสุด