ศอ.บต.ดับกระหายชาวเล “เกาะบุโหลน” ส่งนวัตกรรมสกัดน้ำจากอากาศ
07 มี.ค. 2569
ศอ.บต.ยุคใหม่ ทลายล็อก “พื้นที่ทับซ้อน” เกาะบุโหลน ส่งนวัตกรรมสกัดน้ำจากอากาศ ดับกระหายชาวเล-ไม่ง้อปีงบประมาณ
ข่าว
07 มี.ค. 2569
ศอ.บต.ยุคใหม่ ทลายล็อก “พื้นที่ทับซ้อน” เกาะบุโหลน ส่งนวัตกรรมสกัดน้ำจากอากาศ ดับกระหายชาวเล-ไม่ง้อปีงบประมาณ
7 มีนาคม 2569 ปัญหาการขาดแคลน “น้ำจืด” บนเกาะห่างไกลในเขตอุทยานแห่งชาติ กลายเป็นมหากาพย์ความเดือดร้อนที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะกลุ่มราษฎรชาวเลบนหมู่เกาะบุโหลน จังหวัดสตูล ที่เปรียบเสมือน “คนชายขอบ” ในเชิงโครงสร้าง เพราะสภาพพื้นที่ซึ่งทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา กลายเป็นเงื่อนไขล็อกสำคัญที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ไม่สามารถขุดเจาะน้ำบาดาล หรือก่อสร้างระบบประปาถาวรได้ตามระเบียบราชการปกติ
ล่าสุด นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่เกาะบุโหลนเล และเกาะบุโหลนดอน ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อมอบเครื่องผลิตน้ำ จากอากาศ และ ติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสุขภาวะภายใต้ “โครงการวิจัยและพัฒนาเกาะบุโหลน ตามพระราชดำริฯ” ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรบนเกาะที่มีประชากรกว่า 600 ชีวิต
หมู่เกาะบุโหลนตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลอันดามันที่สวยงาม แต่ในทางธรณีวิทยากลับเป็นหินดินดานเกือบทั้งหมด ทำให้ความพยายามในการเจาะหาแหล่งน้ำใต้ดินในอดีตล้มเหลวสิ้นเชิง ชาวบ้านต้องเผชิญภาวะแล้งจัดนาน 3-4 เดือนต่อปี ข้อมูลจากการสำรวจเมื่อเดือนเมษายน 2566 พบว่า เกาะบุโหลนดอนมี 70 ครัวเรือน และเกาะบุโหลนเลอีก 50 ครัวเรือน ทั้งหมดต้องพึ่งพาการซื้อน้ำจืดจากฝั่งที่มีราคาสูง หรือรอคอยความช่วยเหลือที่ปลายเหตุ เช่น การนำน้ำบรรจุขวดไปแจกจ่าย ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เปิดเผยเบื้องหลังภารกิจครั้งนี้ว่า โจทย์สำคัญคือการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เคยมีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อหลายปีก่อน ให้เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากบนเกาะแห่งนี้ แต่ปัญหาที่ติดขัดมาตลอดคือ “กฎหมายทับซ้อน” ระหว่างที่อยู่อาศัยกับเขตอุทยานฯ ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรทำได้ยากและล่าช้า
ศอ.บต. ยุคใหม่ภายใต้การนำของนายปิยะศิริ จึงเลือกใช้ “นวัตกรรม” เข้ามาทลายข้อจำกัด โดยการติดตั้ง “เครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ” จำนวน 2 เครื่องแรก ณ โรงเรียนชุมชนบนเกาะ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายน้ำดื่มสะอาดให้เด็กและชาวบ้าน
กลไกของเทคโนโลยีนี้คือ การดึงความชื้นจากอากาศมากลั่นตัวเป็นน้ำ ผ่านระบบกรองมาตรฐานสูง โดยใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งนับเป็นจุดเด่นสำคัญเพราะไม่ต้องมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ไม่ต้องเดินท่อประปาที่อาจกระทบระบบนิเวศ และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้ “กฎหมายพิเศษ” ในการดำเนินการ เพราะเป็นการติดตั้งอุปกรณ์เคลื่อนย้ายได้ ช่วยลดขั้นตอนการขออนุญาตจากส่วนกลางที่ซับซ้อน
สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นสไตล์การทำงานแบบ “ศอ.บต. ยุคใหม่” คือการบริหารจัดการงบประมาณ นายปิยะศิริ ระบุชัดเจนว่า จะไม่รอคอยการตั้งงบประมาณแผ่นดินในปี 2570 หรือ 2571 เพราะความเดือดร้อนของชาวบ้านรอไม่ได้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะทำให้หน้าแล้งปีนี้รุนแรงกว่าปกติ
“ผมจะไม่รอการของบประมาณปีหน้าๆ ที่ชาวบ้านต้องมาลุ้น ศอ.บต. ยุคใหม่ต้องหาเงินจากแหล่งทุนอื่นและดึงภาคเอกชนมาช่วย ประเทศที่เจริญแล้วไม่ได้รันโดยภาครัฐอย่างเดียว เราต้องบูรณาการทั้งเอกชน ภาคประชาสังคม และกองทุนเฉพาะทาง เช่น กองทุนจาก กสทช. มาขับเคลื่อนภารกิจนี้” นายปิยะศิริ กล่าว
โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็นโมเดล “วิน-วิน” โดยภาครัฐได้ดูแลประชาชน ภาคเอกชนได้แสดงจิตสาธารณะ และประชาชนได้ประโยชน์โดยตรงจากการลดรายจ่ายในการซื้อน้ำดื่ม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุ เนื่องจากน้ำดื่มที่สะอาดจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยของเด็กและคนชรา ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
ความสำเร็จจากการทดลองใช้เครื่องผลิตน้ำจากความชื้นในอากาศที่อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูง เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ ศอ.บต. มั่นใจในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้บนเกาะ โดยมีแผนแม่บทการพัฒนาสุขภาวะร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) แบ่งเป็น 3 ระยะ
ในเฟสแรก ศอ.บต. วางเป้าหมายไว้ที่ 1,000 จุด ก่อนขยายเป็น 3,000 จุด ครอบคลุมพื้นที่วิกฤต 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเปราะบางเป็นลำดับแรก เช่น ชุมชนยากจน มัสยิด ปอเนาะ และวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งระบบสาธารณูปโภคเข้าไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม นายปิยะศิริยังได้ถอดบทเรียนจากการใช้งานที่อำเภอกาบังว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การเอาเครื่องไปวาง แต่คือ “การบริหารจัดการแบ่งปัน” เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาความต้องการน้ำมีมากกว่ากำลังการผลิตในช่วงแรก ทำให้เครื่องทำงานหนักเกินไป ดังนั้นในการติดตั้งที่เกาะบุโหลน ศอ.บต. จะเน้นการสอนชาวบ้านถึงวิธีการดูแลรักษาและการจัดสรรน้ำอย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
บทเรียนสำคัญของโครงการรัฐในอดีตคือ การแจกอุปกรณ์แล้วขาดการบำรุงรักษา จนกลายเป็นขยะเทคโนโลยี แต่สำหรับโครงการนี้ ศอ.บต. ได้วางระบบ Online Monitoring เพื่อติดตามการทำงานของเครื่องแบบเรียลไทม์
“เครื่องพวกนี้จะส่งข้อมูลเข้าศูนย์ควบคุมของเรา เราจะเห็นเลยว่าน้ำผลิตได้ตามเป้าไหม ต้องเปลี่ยนไส้กรองเมื่อไหร่ หรือเครื่องไหนเริ่มชำรุด เราไม่ได้แจกแล้วจบ แต่มีการติดตามอุปสงค์อุปทานของน้ำในพื้นที่จริง เมื่อระบบนิ่งแล้วเราถึงจะส่งต่อให้ อบจ. หรือท้องถิ่นรับไปดูแลต่อ ส่วน ศอ.บต. จะขยับไปทำนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป เพราะหน้าที่ของเราคือการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ อะไรที่ควรเริ่มต้องเริ่ม อะไรที่ควรเลิกต้องเลิก” เลขาธิการ ศอ.บต. ย้ำทิ้งท้าย
การลงพื้นที่หมู่เกาะบุโหลนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการไปแจกน้ำหรือตรวจเยี่ยมตามพิธีการ แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ของหน่วยงานพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พยายาม “ก้าวข้าม” ข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณ โดยใช้นวัตกรรมและการบูรณาการเป็นเครื่องมือ เพื่อคืนรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานให้กับราษฎรชาวเล ที่รอคอยความหวังท่ามกลางเกลียวคลื่นมาแสนนาน
