ขณะเดียวกันตนเองต้องนอนรักษาตัว โดยทาง ผอ.โรงพยาบาลอ้างว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาท เป็นเรื่องส่วนตัว แม้ตนจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาล แต่ตนก็มาทำงานให้กับทางโรงพยาบาล น่าจะช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่กล้าออกจากบ้าน เดินไปไหนก็อายคน อีกทั้งรอยแผลที่หางคิ้ว มีคนบอกว่าจะติดตัวไปจนตาย เลยเกิดอาการเครียดมาก ไม่ได้อยากได้เงินเยียวยา แต่อยากให้มารับผิดชอบ เรื่องแค่นึ้ทำไมต้องทำร้ายร่างกันถึงขนาดนี้ โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
นายอธิวัฒน์ สิริกังวาลวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว กล่าวว่า วันนี้ได้พาผู้เสียหายมาพบ ผกก.สภ.บางบัวทอง ซึ่งในส่วนของคดี จะต้องรอผลแพทย์ก่อน หลังจากนี้จะพาผู้เสียหายเข้าพบนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามผลแพทย์ เบื้องต้นทราบว่าพนักงานเวรเปลยังทำงานตามปกติอีกทั้งยังมีคำพเสียดสีผู้เสียหายอีก จึงอยากให้ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี ช่วยเร่งรัดติดตามเรื่องบทลงโทษกับพนักงานเวรเปลรายนี้ด้วย
ทางด้าน พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสตร์ ผกก.สภ.บางบัวทอง กล่าวว่า ตอนนี้คดีกำลังดำเนินการตามขั้นตอน โดยสอบปากคำและส่งผู้เสียทั้งไปตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว คดีนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพิมลราช เพื่อให้ความเป็นกลาง จึงส่งผลตรวจไปที่โรงพยาบาลบางบัวทอง ซึ่งก่อนหน้านี้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาเรื่องการเยียวยากันนอกรอบ โดยฝ่ายคนก่อเหตุยินยอมชดใช้ค่าเยียวยาเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท แต่คดีนี้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ เรื่องการเจราไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดี ตอนนี้ตำรวจได้หลักฐานภาพกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุจากทาง ผอ.โรงพยาบาลแล้ว หลังจากนี้ต้องรอผลตรวจจากแพทย์ประมาณ 45-60 วัน จากนั้นจึงจะแจ้งข้อกล่าวหาและส่งฟ้องตามขั้นตอนต่อไป
ผอ.โรงพยาบาลชี้แจ้ง ไม่เข้าข้างใคร พร้อมสั่งลงโทษเวรเปล
ต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยัง รพ.ที่เกิดเหตุ พบกับ นพ.เอกวุฒิ ตั้งตรงไพโรจน์ ผอ.รพ.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยนพ.เอกวุฒิ เปิดเผยว่า เบื้องต้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ตนรู้สึกเสียใจที่มาเกิดเหตุทะเลาวิวาทในสถานที่ราชการแบบนี้ โดยตนได้สั่งลงโทษพนักงานเวรเปลชายคนดังกล่าวด้วยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตามระเบียบราชการ พร้อมกับสั่งย้ายให้พนักงานเวรเปลชายรายนี้ย้ายไปทำงานในแผนกอื่นแล้ว ซึ่งเป็นแผนกที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้คน พร้อมกับติดตามดูพฤติกรรมต่อไป
ทางโรงพยาบาลไม่ได้เข้าข้างใครหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ส่วนอาการของทางแม่บ้านที่ได้รับบาดเจ็บนั้น หลังเกิดเหตุทางโรงพยาบาลเองก็ดูแลรักษาอาการเป็นอย่างดี เพราะแม่บ้านรายนี้เองก็เป็นคนไข้ของทางโรงพยาบาลอยู่ก่อนแล้ว ทางโรงพยาบาลได้ตรวจดูอาการในเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลบางบัวทอง ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาพักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลพิมลราช เพื่อดูอาการอีกครั้งจนหายดี
นพ.เอกวุฒิ ผอ.รพ.พิมลราช กล่าวว่า ในวันที่เกิดเรื่อง หลังเกิดเหตุตนทราบเรื่องแล้ว จึงได้เรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาสอบถามข้อเท็จจริงในทันที ซึ่งทางพนักงานเวรเปลชายรายนี้ก็ยอมรับว่า เขาเกิดบันดาลโทสะจากการโต้เถียงกันกับแม่บ้านทำความสะอาดคู่กรณีจริง ในเรื่องที่แม่บ้านจะเข้าไปทำความสะอาดในห้องฉุกเฉิน แต่เกิดการสื่อสารกันไม่เข้าใจ เกิดเป็นการโต้เถียงกัน ทำให้ทางพนักงานเวรเปลรายนี้บันดาลโทสะไปทำร้ายร่างกายด้วยการผลักแม่บ้าน ซึ่งในวันที่ตนเรียกทั้งสองฝ่ายมาสอบถาม ทางพนักงานเวรเปลชายก็ได้ทำการขอโทษแม่บ้านต่อหน้าตนไปแล้ว
นอกจากนี้ ตนยังทราบอีกว่าหลังจากนั้นทางพนักงานเวรเปลชายยังได้ไปเยี่ยม พร้อมกับนำกระเช้าดอกไม้ไปขอโทษแม่บ้านที่โรงพยาบาลด้วย ไม่ได้มีพฤติกรรมตามราวี หรือข่มขู่ใดๆอีก ซึ่งที่ผ่านมาทางพนักงานเวรเปลชายรายนี้เองก็ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะกับใครในโรงพยาบาลมาก่อน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดครั้งแรกของเขาตั้งแต่มาทำงานกับทางโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจึงได้ลงโทษในเบื้องต้นด้วยการตักเตือนและย้ายงานที่ทำ ไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลไม่สั่งลงโทษ หรือเข้าข้างพนักงานเวรเปลชาย
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการมีปากเสียงกันแล้วพูดจาไม่ดีใส่กันจนบานปลายกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกัน เพราะเกิดบันดาลโทสะ เรื่องความคืบหน้าในคดีนั้น ทางโรงพยาบาลได้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี โดยได้มอบภาพจากกล้องวงจรปิดตอนเกิดเหตุกับทางพนักงานสอบสวนไปแล้ว ขั้นตอนที่เหลือจึงเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพราะทางโรงพยาบาลได้ดำเนินการตามขั้นตอนของโรงพยาบาลไปแล้ว