ทางด้าน นายเคน (นามสมมมุติ) นักธุรกิจชาวจีน เผยว่า ตนเองไม่เคยทุบตีหรือทำร้ายร่างกายภรรยาเลย จะมีเพียงแค่เรื่องทะเลาะกัน ตามประสาสามี ภรรยาทั่วไป ส่วนเรื่องที่ยอมหย่าเพื่อให้ภรรยาไปลงสมัคร ส.ส.นั้น เป็นความประสงค์ของภรรยาเองและตนก็มองว่ามันอาจจะดีกับครอบครัว
จึงยอมที่จะเซ็นใบหย่าให้ ส่วนเรื่องทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนหรือหลังการแต่งงานแต่เราแต่งงาน เป็นสามีภรรยา กันแล้ว ตนก็มองว่าเป็นของร่วมกัน ซึ่งทรัพย์สินที่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ก็มีบ้านจำนวน 3 หลังและคอนโดใจกลางสุขุมวิท 1 ห้อง
ทั้งหมดเป็นชื่อของภรรยาเนื่องจากตนเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในชื่อของตนเองได้ และก่อนหน้านี้ภรรยา ยังทยอยเอาเงินสดที่อยู่ภายในเซฟออกไปจนหมดซึ่งมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินและเงินสดต่างๆ คาดว่าน่าจะ มีมูลค่าถึง 100 ล้านบาท โดยภายหลังจากที่ภรรยาได้ออกจากบ้านไปตนก็พยายามติดต่อไปหลายครั้งแต่ภรรยาพูดแต่ว่าให้เอาทนายความมาคุยกัน
ในขณะที่ แม่ของนายเคน เปิดเผยว่า ตนเองนั้นมีลูกชายเพียงคนเดียวไม่มีลูกสาว เมื่อได้ลูกสะใภ้คนนี้มาก็รักเหมือนลูกสาวตัวเอง แต่พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกเสียใจเนื่องจากครอบครัวตนที่เมืองจีนมีธุรกิจเกี่ยวกับโรงพยาบาล และตระกูลก็มีหน้ามีตาในสังคมระดับหนึ่ง ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ไม่เคยถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม โดนไล่ออกจากบ้านในลักษณะนี้
ส่วนหลานชายซึ่งเกิดจากอดีตลูกสะใภ้ ตนเป็นคนดูแลและเลี้ยงดูมาโดยตลอด เนื่องจากหลานชายคนนี้ ตอนคลอดมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย หลานอายุได้เพียง 1 เดือน อดีตลูกสะใภ้ก็ไปเที่ยวไต้หวันให้ตนเลี้ยงหลานชาย ซึ่งตนก็ค่อนข้างเป็นห่วงสุขภาพหลาน เนื่องจากตอนเกิดมาน้ำหนักน้อยแล้ว ยังไม่ได้กินนมแม่อย่างเต็มที่อีก
ก่อนเกิดเรื่องที่อดีตลูกสะใภ้ ออกจากบ้านไป ตนได้มีการพูดคุยแล้ว แต่กลับได้คำตอบ ว่าอดีตลูกสะใภ้ไม่ได้รักลูกชายตนเองแล้ว และในวันที่อดีตลูกสะใภ้เข้ามาที่บ้านพร้อมกับผู้ชายอีก 1 คน มาขนของออกจากบ้าน ไล่ลูกชายตนกลับประเทศจีน
อีกทั้งยังขับรถกระแทกขาลูกชาย ตนแทบจะหน้ามืดลงไปตรงนั้นเลย เพราะมีโรคประจำตัวเป็นความดันและเกี่ยวกับหัวใจด้วย ซึ่งการผู้หญิงคนนี้ บีบคั้นตัวละลูกไม่ให้มีทางเดิน ซึ่งการต่อสู้ในครั้งนี้ตนขอออกมาสู้อย่างสุดความสามารถก็เพื่อหลานชายวัย 2 ขวบ
อดีตลูกสะใภ้อาจจะมีการไปเริ่มต้นใหม่ อาจจะมีลูกใหม่แล้วหลานชายของตนอนาคตจะเป็นอย่างไร ลำพังแค่ลูกชาย ตนสามารถดูแลได้อยู่แล้วแต่หลานชายมีสัญชาติไทย การดูแลความเป็นอยู่ก็จะอยู่ที่เมืองไทยตนจึงต้องออกมาสู้ และขอขอบคุณเพื่อนๆคนไทย และทนายความที่ใจดี และเข้ามาช่วยเหลือ เพราะตนไม่รู้จักใครเลย